๕. สามเณรได้เป็นเศรษฐีของรัฐบาล


  


           นั่นคือสามเณรเทสก์   กล่าวคือสมัยนั้นรัฐบาลคิดจะสร้างให้มีเศรษฐีขึ้นในเมืองไทยปีละหนึ่งคน    จึงได้ออกล็อตเตอรี่ปีละครั้ง  ตั้งรางวัลที่หนึ่งให้เจ็ดแสนบาท  พอแก่ฐานะของเศรษฐีเมืองไทยพอดี   เพื่อจะได้ไม่อับอายขายหน้าแก่นานาประเทศเขาบ้าง บังเอิญคืนวันหนึ่งสามเณรเทสก์แกนอนไม่หลับ เพราะแกไปถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งเข้า     แล้วแกก็ลงมือจัดแจงหาที่สร้างอาคารหลังใหญ่โตมโหฬารเป็นบ้านตึกสามชั้น   ตกแต่งด้วยเครื่องเฟอร์นิเจอร์อย่างดีทันสมัย ณ ท่ามกลางย่านการค้า   ให้ลูกน้องขนสรรพสินค้ามาใส่เต็มไปหมด   ตัวแกมีความสุขกายสบายจิต  ไม่คิดอะไรอีกแล้ว  นอนเก้าอี้ยาวทำตาปริบๆ มองดูบรรดาสาวๆ สวยๆ  ที่พากันเร่เข้ามาหาซื้อสินค้าต่าง ๆ ตามชอบใจ  คนไหนชำเลืองตามาดูแกแล้วยิ้ม ๆ  แกก็จะยิ้มตอบอย่างมีความสุข ในชีวิตของแกแต่เกิดมาได้  ๑๘ - ๑๙  ปีนี้แล้วไม่มีความสุขครั้งไหนจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความสุขครั้งนี้เลย     แกได้ตำแหน่งเศรษฐีตามความประสงค์ของรัฐบาลแล้วในพริบตาเดียว ทั้ง ๆ ที่อะไร ๆ ของแกก็ยังไม่มีเสียด้วย แต่อนิจจาเอ๋ยความเป็นเศรษฐีของแกมาพลันเสื่อมสูญไปจากจิตใจของแกอย่างน่าเสียดาย เพราะแกมาสำนึกรู้สึกตนเอาตอนดึกอันเป็นเวลาพักผ่อนหลับนอนเสียแล้วว่า   เอ๊ะ   นี่อะไรกันล็อตเตอรี่ก็ยังไม่ทันจะออก   แล้วยังไม่ทันจะซื้อเสียอีกด้วย  ทำจึงมาเป็นเศรษฐีกันเสียแล้วนี่   เรานี่ชักจะบ้าเสียแล้วกระมัง   คืนวันนั้นแกเกิดความละอายแก่ใจตนเองอย่างพูดไม่ถูกเสียเลย   นี่หากมีท่านผู้รู้มารู้เรื่องของเราเข้าจะว่าอย่างไรกันนี่   แล้วแกก็นอนหลับพักผ่อนไปจนสว่าง  พอตื่นเช้ามาแกยังมีความรู้สึกละอายแก่ใจตนเองอยู่เลย  โดยที่เรื่องนั้นแกก็มิได้เล่าให้ใครฟัง
           เศรษฐีอย่างนี้ใครๆ   ก็สามารถจะเป็นได้  มิใช่แต่สามเณรเทสก์คนเดียว  แต่ที่ข้าพเจ้าเรียกแกว่าเป็นเศรษฐีนั้น   เพียงแต่แกมโนภาพสมบัติอันเหลือหลายอย่างเดียว   แต่รู้จักพอ  ยังดีกว่าผู้ที่มีทั้งมโนภาพสมบัติและวัตถุสมบัติ  แต่ไม่มีความพอแล้วเป็นทุกข์เดือดร้อน  มันจะมีประโยชน์อันใดแก่เขาผู้นั้นเล่า ความมีหรือจนอยู่ที่มีความสุขนั้นต่างหาก หาใช่เพราะมีของมากเหลือหลายไม่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า  ความพอใจของตนที่มีอยู่แล้วนั้นแลเป็นทรัพย์อันมีค่ามาก  เราเลื่อมใสในธรรมวินัยคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว  จึงได้มาบวชแล้วปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์  เห็นจริงตามที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ลงไปที่ถุงทรัพย์ให้พระอานนท์ดูว่า  นั่นอานนท์  ของมีพิษมิใช่จะเป็นพิษแต่แก่สมณะผู้เข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้นก็หาไม่  ถึงแม้คฤหัสถ์ก็ทำให้เกิดพิษได้เหมือนกันถ้านำมาใช้ไม่ถูกต้องตามหน้าที่ของมัน แต่ก็เป็นการจำเป็นที่จะต้องมี  เพราะภาวะความเป็นอยู่ผิดแผกแตกต่างจากสมณะ ยิ่งกว่านั้น หากผู้มีทรัพย์แล้วแต่ใช้ทรัพย์นั้นไม่เป็น ก็ไม่ผิดอะไรกับบุคคลผู้ถือดุ้นฟืนที่มีไฟติดข้างหนึ่ง ไฟจะต้องลามมาไหม้มือจนได้
        
เราบรรพชาได้  ๕ พรรษา  จึงได้อุปสมบทเป็นพระ  นับว่าได้เปรียบเขามากในด้านอยู่วัดนาน  แก่วัด รู้จักเรื่องของวัดได้ดีพระที่บวชรุ่นเดียวกันแล้ว เราได้เปรียบด้านสวดมนต์และได้พระปาฏิโมกข์เป็นต้น