๔. บรรพชาเป็นสามเณรแล้วเรียนต่อ


  

 

             ณ ที่นั้น  ท่านให้เราไปบรรพชาที่พระอุปัชฌาย์ลุย  บ้านเค็งใหญ่  เมื่ออายุย่างเข้า ๑๘ ปี  ตอนนี้เราอ่านหนังสือคล่องขึ้นบ้าง เราได้อ่านหนังสือ  ไตรโลกวิตถาร ตอนโลกเสื่อมจนเกิดสัตถันตรกัปป์  ทำให้สลดใจมาก น้ำตาไหลพรากอยู่เป็นเวลาหลายวัน   เวลาฉันอาหารก็ไม่ค่อยจะรู้สึกรสชาติ   ใจมันให้มัวมีแต่คิดถึงความเสื่อมวิบัติของมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย คล้ายๆ จะมีภาพให้เห็นปรากฏในวันสองวันข้างหน้าอย่างนั้นแหละ  แล้วท่านก็พาเราเข้าไปพักอยู่ วัดสุทัศนาราม     ในเมืองอุบลซึ่งเคยเป็นที่พักอยู่เดิมของท่าน      แล้วเราก็ได้เข้าเรียนหนังสือไทยต่อที่  โรงเรียนวัดศรีทอง    ออกพรรษาแล้วท่านปล่อยให้เราอยู่  ณ  ที่นั้นเอง    ส่วนตัวท่านได้ออกเที่ยวรุกขมูลกลับมาทางจังหวัดสกลนครอีก     เพราะในขณะนั้นคณะของท่านอาจารย์มั่นยังเที่ยวอยู่แถวนั้น  คืนก่อนที่จะไปท่านได้ประชุมพระเณร   บอกถึงการที่ท่านจะจากไป  ขณะนั้นเรารู้สึกอาวรณ์ท่านมากถึงกับสะอื้นในที่ประชุมหมู่มาก ๆ นั้นเอง   เรารู้ตัวละอายเพื่อนรีบหนีออกมาข้างนอก   แล้วมาตั้งสติใหม่    มาระลึกได้ถึงเรื่องพระอานนท์ร้องไห้เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงปลงพระชนมายุสังขาร  จิตจึงค่อยคลายความโศกลงบ้าง   แล้วจึงได้เข้าไปในที่ประชุมใหม่ ท่านได้ให้โอวาทด้วยประการต่าง ๆ เรารู้ตัวดีว่าเราอายุมากแล้วเรียนจะไม่ทันเขา ขณะที่เรียนหนังสือไทยอยู่นั้น  เราได้แบ่งเวลาท่องสวดมนต์  ท่องหลักสูตรนักธรรม  เรียนนักธรรมตรีไปด้วย แต่ก็ไม่ได้สอบ   เพราะเจ้าคณะมณฑลท่านมีกำหนดว่า  ผู้อายุยังไม่ถึง ๒๐ ปี  ไม่ให้สอบนักธรรมตรี   ปีที่ ๓   จึงได้สอบนักธรรมตรี      และก็สอบได้ในปีนั้น     แล้วเราท่องบาลีต่อพร้อมกันนี้ก็ท่องปาฏิโมกข์ไปด้วย      เพราะเราชอบปาฏิโมกข์มาก  เราเรียนหนังสือไทยจบแค่ประถมบริบูรณ์ ( เพราะโรงเรียนรัฐบาลมีแค่ประถม ๓ เท่านั้น )  เมื่อเราออกจากโรงเรียนภาษาไทยแล้ว เราก็ตั้งหน้าเรียนบาลี  แต่ในปีการศึกษานั้นบังเอิญพระมหาปิ่น  ปัญญาพโล น้องชายของท่านอาจารย์สิงห์    กลับมาจากกรุงเทพฯ    มาเปิดสอนนักธรรมโทเป็นปฐมฤกษ์ในมณฑลหัวเมืองภาคอีสาน  เราจึงได้สมัครเข้าเรียนด้วย  แต่ทั้งบาลีและนักธรรมโทเราเรียนไม่จบ   เพราะในศกนั้นอาจารย์สิงห์ท่านได้กลับไปจำพรรษา  ณ  ที่วัดสุทัศนารามอีก    ออกพรรษาแล้วท่านได้พาเราพร้อมด้วยมหาปิ่นออกเที่ยวรุกขมูลก่อนสอบไล่