๓๗. บทสรุป

                                      ๓๗.๑ บุญคุณของบิดามารดา

                                      ๓๗.๒ กิจที่ไม่ควรกระทำ และกรรมที่ไม่ควรก่อสร้าง

                                      ๓๗.๓ การเกิด - การตาย

 


๓๗. บทสรุป

  

 

           นับแต่อุปสมบทมาจนบัดนี้   มีพรรษา  ๗๑ แล้ว   เราได้บำเพ็ญแต่กรณียกิจสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนและเพื่อคนอื่นตลอดมา โดยได้เริ่มตั้งต้นแต่ประโยชน์ตน  แล้วก็ต่อไปเพื่อประโยชน์คนอื่น
           กล่าวคือ   ได้ออกเที่ยวธุดงค์ตั้งแต่ได้อุปสมบทพรรษาแรกได้ติดตามครูบาอาจารย์ประกอบกิจวัตร   และตั้งใจฝึกหัดตามคำสอนของท่านโดยลำดับ ไม่มีกิจธุระอย่างอื่นที่ต้องทำจึงได้มีโอกาสบำเพ็ญเพียรภาวนาดีมาก พอพรรษาต่อๆ มา  ได้แยกตัวออกไป ต้องรับภาระมาก มีหมู่เพื่อนคอยติดตามอยู่เสมอ   และจะต้องเป็นภาระในการอบรมสั่งสอนญาติโยมเป็นประจำ  เพราะสมัยนั้นพระกัมมัฏฐานมีจำนวนน้อย พอเห็นรูปใดมีลูกศิษย์ติดตามมากหน่อยเขาก็ถือว่าเป็นอาจารย์ แล้วก็แห่กันไปหารูปนั้น ถึงอย่างนั้นก็ดี เรามิได้ท้อแท้ใจในการทำความเพียร ดูเหมือนเป็นเครื่องเตือนสติของเราให้ทำความเพียรกล้าแข็งขึ้นไปเสียอีก ตกลงประโยชน์ของเราก็ได้  คนอื่นก็ไม่เสีย

 

 
                                        back   to top

 


                      ๓๗.๑ บุญคุณของบิดามารดา

  

 

           คนเราเกิดมาได้ชื่อว่าเป็นบุญคุณของกันและกัน บุตรธิดาเป็นหนี้บุญคุณของบิดามารดา บิดามารดาเป็นหนี้ใหม่ของบุตรธิดา  ต่างก็คิดถึงหนี้ของกันและกันโดยที่ใครๆ มิได้ทวงหนี้   แต่หากคิดถึงหนี้เอาเอง แล้วก็ใช้หนี้ด้วยตนเองตามความสำนึกของตนๆ บางคนก็น้อยบ้างมากบ้าง  เพราะหนี้ชนิดนี้เป็นหนี้ที่ตนหลงมา ทำให้เกิดขึ้นเอง ไม่มีใครบังคับและค้ำประกัน  บางคนคิดถึงหนี้สิ้นที่ตนมีแก่บิดามารดามากมายเหลือที่จะคณานับ แต่เกิดจนตาย บิดามารดาถนอมเลี้ยงลูกด้วยความเอ็นดูทุกอย่าง เป็นต้นว่า  นั่ง นอน ยืน เดิน พูดจา   ต้องอาศัยบิดามารดาสั่งสอนทุกอย่าง   เวลาเกิดโทสะฟาดตีด้วยไม้หรือฝ่ามือก็ยังมีความระลึกตัวอยู่ว่านี่ลูกนะๆ บางทีตีไม่ลงก็ยังมี  มันเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ผู้เกิดมา  บิดามารดาย่อมมีความรักบุตร  แม้แต่สัตว์ดิรัจฉานก็ยังมีความรักลูกโดยไม่ทราบความรักนั้นว่ารักเพื่ออะไร  และหวังประโยชน์อะไรจะช่วยเหลืออะไรแก่ตนบ้าง  ลูกๆ ก็ทำนองเดียวกันนี้  แต่สัตว์มันยังรู้หายเป็น  รักกันชั่วประเดี๋ยวประด๋าว รักกันแต่ยังเล็กๆ  เมื่อเติบโตแล้วก็ลืมกันหมด  มนุษย์นี้รักกันไม่รู้จักหายถึงตายแล้วก็ยังรักกันอยู่อีก ตายแล้วมันคืนมาได้อย่างไร มนุษย์คนใดไม่รู้จักบุญคุณบิดามารดา แลไม่สนองตอบแทนบุญคุณของท่าน มนุษย์ผู้นั้นได้ชื่อว่าเลวร้ายกว่าสัตว์เดรัจฉานไปเสียอีก
           เราบวชแต่ยังเล็กมิได้หาเลี้ยงบิดามารดาเหมือนกับคนธรรมดา        แต่หล่อเลี้ยงน้ำใจของท่านด้วยเพศสมณะ  ตอนนี้เราคุยโม้อวดโตได้เลยว่า   เราเกิดมาเป็นลูกผู้ชาย  ได้บวชแต่เล็ก  มิได้เลี้ยงบิดามารดาเหมือนคนธรรมดาสามัญทั่วไป  แต่หล่อเลี้ยงน้ำใจของท่านทั้งสองด้วยทัศนะสมณเพศอันเป็นที่ชอบใจของท่านเป็นอย่างยิ่ง    ระลึกอยู่ถึงเสมอว่า   ลูกของเราได้บวชแล้วๆ    ถึงอยู่ใกล้หรือไกลตั้งพันกิโลเมตรก็มีความดีใจอยู่อย่างนั้นแล้วก็สมประสงค์อีกด้วย ตอนท่านทั้งสองแก่เฒ่าลง  เราก็ได้กลับมาสอนท่านให้เพิ่มศรัทธาบารมีขึ้นอีกจนบวชเป็นชีปะขาวทั้งสองคน  (แท้จริงท่านก็มีศรัทธาอยู่แล้ว เรามาสอนเพิ่มเติมเข้ากระทั่งมีศรัทธาแก่กล้าจนได้บวชเป็นชีปะขาว)          และภาวนาเกิดความอัศจรรย์หลายอย่าง ทำให้ศรัทธามั่นคงขึ้นไปอีก เราสอนไปในทางสุคติ  ท่านทั้งสองก็ตั้งใจฟังโดยดี เหมือนอาจารย์กับศิษย์จริงๆ  เต็มใจรับโอวาททุกอย่าง  ท่านไม่ถือว่าลูกสอนพ่อแม่  บิดาบวชเป็นชีปะขาวได้ ๑๑ ปี ถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๗๗ ปี มารดาบวชเป็นชีอยู่ได้ ๑๗ ปี จึงถึงแก่กรรม อายุได้ ๘๒ ปี มารดาเสียทีหลังบิดา ตอนจะตายเราก็ได้แนะนำสั่งสอนจนสุดความสามารถ เราได้ชื่อว่าได้ใช้หนี้บุญคุณของบิดามารดาสำเร็จแล้ว  หนี้อื่นนอกจากนี้ไม่มีอีกแล้ว  ท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว  เราก็ได้ทำฌาปนกิจศพให้สมเกียรติท่านและตามวิสัยของเราผู้เป็นสมณะอีกด้วย
         ดีเหมือนกันที่เราบวชอยู่ในพุทธศาสนา  และอยู่ได้นานมาถึงปานนี้   ได้เห็นความเปลี่ยนของสังขารร่างกายพร้อมทั้งโลกภายนอกด้วย ได้เห็นอะไรหลายอย่างทั้งดีและชั่ว เพิ่มปัญญาความรู้ของเราขึ้นมาอีกแยะ   นับว่าไม่เสียทีที่เกิดมาร่วมโลกกะเขา  คิดว่าเราเป็นหนี้บุญคุณของโลก  เราเอา ดิน น้ำ ไฟ ลม  ของเขามาปั้นเป็นรูปเป็นกาย   แล้วเราจึงได้มาครองอยู่มาบริโภคใช้สอยของที่มีอยู่ในโลกนี้ทั้งนั้น ของเราแท้ๆ ไม่มีอะไรเลย  ตายแล้วก็สละปล่อยทิ้งไว้ในโลกนี้ทั้งนั้น   ของเราแท้ๆ ไม่มีอะไรเลย  ตายแล้วก็สละปล่อยทิ้งไว้ในโลกทั้งนั้น  บางคนไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้จึงหลงเข้าไปยึดถือเอาจนเหนียวแน่นว่าอะไรๆ ก็ของกูๆ ไปหมด  ผัวเมีย ลูกหลาน ข้าวของ  เครื่องใช้ในบ้านของกูทั้งนั้น  แม้ที่สุดของเหล่านั้นที่มันหายสูญไปแล้ว  หรือมันแตกสลายไป  ก็ยังไปยึดว่าของกูอยู่ร่ำไป

 

 

                                        back to top

 


                      ๓๗.๒ กิจที่ไม่ควรกระทำ และกรรมที่ไม่ควรก่อสร้าง

  

 

           กิจที่ไม่ควรกระทำ   แต่เกิดขึ้นมาแล้วก็จำยอมทำ  เพราะคนผู้เกิดมาได้อัตภาพอันนี้  อันได้นามชื่อว่า สังขาร จะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เป็นธรรมดา ไม่มีใครสักคนเดียวที่อยากให้เป็นเช่นนั้น จะแก่หง่อมเฒ่าชราจนกระทั่งไปไหนไม่ได้แล้วก็ตามก็ยังไม่อยากตาย  อยากอยู่เห็นหน้าลูกหลานต่อไป   เมื่อตายลงคนที่อยู่ข้างหลังแม้แต่ลูกหลานก็ไม่ยอมเก็บศพไว้ที่บ้าน อย่างนานก็ไม่เกิน ๑๕ วัน   โดยส่วนมากแล้วจะต้องเอาไปเผาทิ้งนั่นได้ชื่อว่า กิจไม่ควรทำ เพราะคนที่เราเคารพนับถือแท้ๆ แต่เอาไปเผาทิ้ง จึงเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่ก็จำเป็นต้องกระทำ  และไม่มีใครจะเอาผีไว้ในบ้านให้เฝ้าเรือน
           กรรมที่ไม่ควรก่อสร้างนั้น  เมื่อตายแล้วจะเป็นใครก็ตามเป็นบิดา มารดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง  หรือญาติคนอื่นๆ เช่น  ครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือ  อย่างไรก็ตาม  เมื่อตายแล้วจะต้องมีการทำฌาปนกิจศพ   การทำศพนี้จะต้องใช้คนและสิ่งของมากไม่เหมือนเมื่อเกิดนั้นมีสองคนตายายเท่านั้นก็สำเร็จได้   นี่จะต้องเลี้ยงแขก เลี้ยงคน เลี้ยงพระ เลี้ยงสงฆ์ หรือหาของมาถวายพระอีกด้วย  นับว่าเป็นภาระแก่ผู้ยังอยู่ ที่มีฐานะค่อนข้างฝืดเคืองมิใช่น้อย เมื่อไม่มีก็ต้องไปยืมพี่ยืมน้องเป็นหนี้สินสืบไป  การเป็นหนี้เช่นนี้ไม่มีรายได้อะไรเลยมีแต่จะขาดทุน เว้นแต่ผู้ใจบุญจริงๆ เอาบุญนี้มาเป็นกำไร แต่ถึงอย่างไรก็ได้ชื่อว่าเป็นของไม่ควรกระทำ  แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาเฉพาะหน้าของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จำเป็นต้องทำ

 

 

                                        back to top

 


                      ๓๗.๓ การเกิด - การตาย

  

 

           การเกิด การตาย  สำหรับสัตว์โลกถือไม่เหมือนกัน  โดยการเกิดจะต้องลำดับในบิดามารดาเดียวกัน ใครเกิดก่อนก็เรียกว่าพี่ เกิดทีหลังก็เรียกว่าน้อง  แต่การตายไม่อย่างนั้น ใครจะตายก่อนตายหลังก็แล้วแต่กรรม บุญกรรมของใครของมัน บางทีน้องตายก่อนพี่ก็มี หรือพี่ตายก่อนน้องก็มี  ตายแล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปเกิดเป็นพี่น้องกันอีก   ก็แล้วแต่บุญกรรมจะส่งให้ไปเกิดที่ใดเหมือนกัน   บางคนทำชั่วอาจไปเกิดเป็นเปรตอสุรกาย หรือตกนรกหมกไหม้อยู่ในอเวจีก็มี      บางคนทำดีจิตใจผ่องใสบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกองทุกข์ถึงพระนิพพานก็มีเอาแน่ไม่ได้
           ดังโยมบิดามารดาของเราผู้ถึงแก่กรรมไปแล้ว    ท่านทั้งสองนั้นเราคิดว่าไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณของท่านอีกแล้ว  ใช้หนี้กันหมดเสียที  เพราะเราเป็นลูกผู้ชายคนสุดท้ายของท่าน ได้ทำกิจอันสมควรแก่สมณะให้แก่ท่านทั้งสองทุกอย่าง  ไม่มีการบกพร่องแต่ประการใด  ถึงแม้ท่านทั้งสองก็คงคิดเช่นนั้นเหมือนกัน คงไม่คิดจะทวงเอาหนี้สินจากเราอีกแล้ว เพราะสมเจตนาของท่านแล้วทุกประการ
           อาจารย์คำดี   พี่ชายคนหัวปีนั้นรักเรายิ่งกว่าลูกสุดสวาท    น่าเสียดายมาถึงแก่กรรมเมื่อเราไม่อยู่ไปจำพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี ไม่ได้ทำศพสนองบุญคุณให้สมกับความรักของท่าน  นอกจากนั้นพี่ๆ ทุกคนเมื่อยังมีชีวิตอยู่เราก็ได้อบรมสั่งสอนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมตามสมควรแก่นิสัยวาสนาของตนๆ เมื่อตายก็ได้เป็นที่พึ่งทางใจอย่างดี  ไม่เสียทีที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้วได้ปฏิบัติตามสติกำลังของตน
           นางอาน ปราบพล   พี่สาวคนที่สอง ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ อายุได้ ๘๘ ปี
           นางแนน เชียงทอง   พี่สาวคนที่สาม ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ อายุได้ ๙๐ ปี
           นายเปลี่ยน   พี่ชายคนที่สี่ ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ อายุได้ ๘๐ ปี
           นางนวล กล้าแข็ง  พี่สาวคนที่ห้า ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ อายุได้ ๗๙ ปี
           พระเกต   พี่ชายคนที่หก ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ อายุได้ ๔๘ ปี พรรษา ๑๔
           นางธูป ดีมั่น   น้องสาวคนสุดท้อง ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ อายุได้ ๘๖ ปี
           พี่น้องทั้งหมด         เราได้ทำฌาปนกิจศพให้สมบูรณ์บริบูรณ์ทุกอย่าง        สมเจตนารมณ์ของผู้ตายแล้วทุกประการ เฉพาะนางธูป น้องสาวคนสุดท้องนี้  ในช่วงบั้นปลายชีวิตเธอได้มาถือศีลบวชชีอยู่รับการอบรมกับเราที่วัดหินหมากเป้งหลายปี  การปฏิบัติภาวนาของเธอคงจะได้ผล  มีที่พึ่งทางใจอย่างดีโดยไม่เป็นที่น่าสงสัย   เมื่อป่วยหนักบุตรได้มารับตัวไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลจังหวัดสกลนคร  เล่าว่าเธอมีสติดี   รู้สึกตัวตลอดเวลาจนวาระสุดท้าย บอกลูกหลานผู้พยาบาลได้ทุกระยะว่ารู้สึกอย่างไรว่า รู้สึกเริ่มเย็นมาแต่ปลายเท้า มาถึงหน้าแข้ง มาถึงเข่า มาถึงหน้าอก เธอเพ่งดูจิตที่หน้าอกอย่างมีสติ ลมหายใจแผ่วลง แผ่วลง และจนสงบไปในที่สุด
           บัดนี้ยังเหลือแต่เราเป็นที่พึ่งของเราเท่านั้นแหละ    ญาติพี่น้องและครูบาอาจารย์ไม่มีใครเป็นที่พึ่งแก่ตัวเองแล้ว  เราจะพยายามทำความดีจนกว่าชีวิตจะหาไม่  เพราะคนเราตายแล้วความดีและความชั่วไม่มีใครทำให้
           อัตตโนประวัติแต่เริ่มมา  จนอายุครบเก้าสิบสองปี ก็เห็นจะจบลงเพียงแค่นี้

 

 

                                        back to top