๓๓. พรรษา ๕๔ ไปแสดงธรรมต่างประเทศ (พ.ศ. ๒๕๑๙ - ๒๕๒๐)

                                    ๓๓.๑ ถึงสิงคโปร์ประเทศแรก

                                    ๓๓.๒ ไปออสเตรเลีย

                                    ๓๓.๓ เยี่ยมอินโดนีเซีย

                                    ๓๓.๔ ความรู้สึกในการไปต่างประเทศ

 


๓๓. พรรษา ๕๔ ไปแสดงธรรมต่างประเทศ (พ.ศ. ๒๕๑๙ - ๒๕๒๐)


  

 

           การไปต่างประเทศของเราครั้งนี้    ได้รับการสนับสนุนและความอุปการะจากหลายฝ่าย   โดยมีความมุ่งหมายจุดเดียวกันคือ   เพื่อการอบรมศีลธรรมในต่างประเทศ   นอกจากนั้นเราเองยังต้องการที่จะไปเยี่ยมและให้กำลังใจแก่เพื่อนๆ   ทั้งพระไทยและพระต่างประเทศ   ที่ได้ไปอบรมเผยแพร่พุทธศาสนาในประเทศเหล่านั้นอีกด้วย
             มันเป็นสิ่งที่น่าขบขันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ    รู้สึกตัวว่าแก่จวนจะตายอยู่แล้ว   ยังอุตส่าห์ไปเมืองนอกกับเขา มิหนำซ้ำภาษาของเขาก็ยังไม่รู้เสียอีกด้วย          ว่าที่จริงแล้วการเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ยังไม่ถูกต้องตามอุดมคติของเราในเรื่องของการเดินทางสามประการคือ
             ๑. การไปในภูมิภาคหรือถิ่นฐานใด ๆ ก็ตาม ต้องรู้ภาษาคำพูดของเขา
             ๒. ต้องรู้จักเข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีของเขา
             ๓. ต้องรู้จักการอาชีพในภูมิภาค และถิ่นฐานนั้นๆ ของเขา
             ทั้งนี้  เพื่อเราจะได้สมาคมกับเขาและพูดเรื่องราวของเขาได้ถูกต้อง แต่นี่เมื่อเราไม่รู้ภาษาของเขาเสียอย่างเดียวแล้วสองข้อข้างท้ายก็เลยเกือบไม่ต้องพูดถึง  อย่างไรก็ดี  เราก็ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านผู้รู้มากหลายช่วยเป็นสื่อภาษา ให้ความรู้ความเข้าใจแก่เราเป็นอย่างดี ทำให้อุปสรรคด้านภาษาแทบจะหมดความหมายไร้ค่าไปทีเดียว
             เรารู้ตัวดีว่า  เราอายุมากแล้ว  ล่วงเข้าวัยชรามากแล้วไม่อยากไปไหนมาไหน ไปมาก็มากแล้ว หาที่ตายได้ขนาดวัดหินหมากเป้งนี้ก็ดีโขแล้ว     อยู่ๆ แม่ชีชวน  (คนสิงคโปร์มีศรัทธาในพุทธศาสนาและได้มาบวชเป็นชี และมาจำพรรษาอยู่วัดหินหมากเป้ง)   มานิมนต์ให้เราไปสิงคโปร์ - ออสเตรเลีย - อินโดนีเซีย   เพราะเธอเห็นว่าเราแก่แล้วอยู่วัดไม่มีเวลาพักผ่อน  บางทีรับแขกตลอดวัน  โดยมากมาเรื่องขอบัตรขอเบอร์กันทั้งนั้นไปทางโน้นคงมีเวลาพักผ่อนบ้าง   เราได้มาพิจารณาดูแล้วเห็นว่า   การไปต่างประเทศเมื่อไม่รู้ภาษาของเขา  ย่อมเป็นการลำบาก  และเมื่อเขาเห็นเป็นคนแปลกหน้าเขาก็จะยิ่งแห่กันมาดู  มันจะได้พักผ่อนอย่างไร  ยิ่งกว่านั้นเรานั้นเป็นพระสาธารณะ   แก่แล้วจะไปมา ณ ที่ใด   ต้องพิจารณาให้รอบคอบ    บางทีไปเกิดอันตราย   เจ็บป่วยหรือตายลง อาจเป็นเหตุทำความเดือดร้อนให้แก่คนอื่นโดยเฉพาะพระผู้นิมนต์ไปนั้นเอง เขาจะหาว่านิมนต์ไปแล้วไม่ได้ช่วยรักษา   ถึงกระนั้นแล้วก็ตาม   เธอก็ไม่สิ้นความพยายามจะนิมนต์ไปให้ได้  กอปรทั้งพี่ชายของเธอซึ่งเป็นหัวหน้ากองชุมชนชาวพุทธที่เมืองเพิร์ธในออสเตรเลียก็ได้จดหมายมานิมนต์ให้ไปโปรดชาวพุทธที่โน่นด้วย
             เราได้พิจารณาแล้ว  มีเหตุผลที่ควรแก่การรับนิมนต์ ๓ ประการว่า  การไปครั้งนี้มีเหตุผลคุ้มค่าแน่
             ประการแรก   ประเทศอินโดนีเซียมีพลเมือง ๑๓๐ กว่าล้าน   ยังนับถือพุทธศาสนาอยู่ ๑๐ กว่าล้าน  ในท่ามกลางศาสนาอื่น คือ ฮินดู-อิสลาม-คริสต์ โดยมิได้มีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้นำเลยเราได้ฟังจากคนอื่นมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังแล้วทำให้เกิดความสงสารชาวอินโดนีเซียมาก          แล้วยังได้ทราบว่าเขาเหล่านั้นชอบในการทำภาวนานั่งสมาธิอีกด้วย     (ทุกๆ ศาสนาที่เขาถือพระเจ้าเขาจะต้องนั่งสมาธิรวมใจให้สงบ    ยึดเอาพระเจ้าของเขาเป็นอารมณ์)   เรายิ่งชอบใจใหญ่
             ประการที่สอง   พระที่มาบวชที่วัดบวรนิเวศวิหารกับสมเด็จพระญาณสังวร  (ปัจจุบัน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)  ที่มาทางสายอินโดนีเซีย - ออสเตรเลีย  ก็มีจำนวนมาก ก่อนเข้าพรรษาปีนี้พระดอน (Donald Riches) ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ ก็ได้นำเอาเทปอัดธรรมเทศนาและรูปของเราไปเผยแพร่ทางออสเตรียก่อนแล้ว       เมื่อเขาได้ทราบว่าเราพร้อมด้วยคณะจะเดินทางไปออสเตรเลียก็พากันเตรียมรับรอง   บางคนดีใจถึงกับนอนไม่หลับ  ที่ออสเตรเลียนี้มีพระไทยรูปหนึ่งชื่อบุญฤทธิ์  เธอบวชมานาน  ได้ออกไปเผยแพร่พุทธศาสนาอยู่ก่อนแล้ว  ท่านรูปนี้ได้ทำประโยชน์แก่การเผยแพร่พุทธศาสนาในออสเตรเลียมาก มีหลายรูปที่ได้ไปอบรมกับท่านแล้วเข้ามาบวชในเมืองไทย
             ประการที่สาม   เรานึกอยู่เสมอว่าต่อไปพุทธศาสนาจะเผยแพร่ไปในนานาชาติมากขึ้น    และอาจเผยแพร่แบบบาทหลวงของคริสต์ศาสนา   ถ้าเป็นพระไทยออกเผยแพร่แล้วมักจะเอาเปลือกของพุทธศาสนาออกเผยแพร่  หากเป็นคนชาติของเขาเองเข้ามาบวชและอบรมให้เข้าถึงแก่นของพุทธศาสนาที่แท้จริงแล้วเขาได้นำเอาแก่นแท้ของพุทธศาสนาไปเผยแพร่เองนั่นแหละจึงจะได้แก่น  เมื่อพรรษาที่แล้ว (พ.ศ. ๒๕๑๙) ก็ได้มีพระสุธัมโมชาวอินโดนีเซีย ซึ่งบวชกับสมเด็จพระญาณสังวรที่วัดบวรนิเวศวิหาร มาจำพรรษาที่วัดหินหมากเป้ง เวลานี้เธอยังรอรับคณะของเราอยู่ที่อินโดนีเซียนั้นเอง     ซึ่งเป็นพระสำคัญรูปหนึ่งที่จะนำเอาแก่นของพุทธศาสนาออกไปเผยแพร่
             เมื่อพิจารณาดูถึงเหตุผลทั้ง  ๓ ประการดังกล่าวแล้ว  จึงได้ตัดสินใจด้วยตนเองว่า  ชีวิตของเราเท่าที่ยังเหลืออยู่จะขอยอมสละทำประโยชน์เพื่อพระศาสนาเท่าที่สามารถจะทำได้      เมื่อตกลงอย่างนั้นแล้วก็มองเห็นคุณค่าชีวิตของตนมากขึ้นอันเป็นเหตุให้เรายอมสละความสุขส่วนตัวเพื่อพระศาสนาอย่างเด็ดเดี่ยว
             แท้จริงมีคนกรุงเทพฯ      หลายคนหลายหมู่ได้เคยมานิมนต์ให้เราไปอินเดีย      เพื่อนมัสการกราบไหว้ปูชนียสถานต่างๆ โดยรับบริการให้ความสะดวกทุกประการ  แต่เราก็ยังไม่ยอมรับอยู่นั่นเอง ได้เคยวาดมโนภาพที่จะไปอินเดียดูมาหลายครั้งแล้ว เพื่อให้เกิดฉันทะในการที่จะไปอินเดีย แต่แล้วใจมันก็เฉยๆ เมื่อมาพิจารณาดูเหตุผลว่า อินเดียเป็นที่อุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนาเมื่อเราเกิดไม่ทันพระพุทธเจ้า หรือสมัยที่พระพุทธศาสนายังรุ่งโรจน์อยู่ เมื่อปูชนียสถานยังคงเหลืออยู่ควรจะไปนมัสการเพื่อจะได้เกิดธรรมสังเวชหรือความเลื่อมใส  แต่แล้วใจมันก็ตื้อเฉยๆ อยู่เช่นเคย      หรือว่าเราอาจได้เกิดมาเป็นพระสงฆ์ในสมัยยุคฮินดูปราบพระและปูชนียวัตถุให้ราบเรียบไป  เราอาจเป็นคนหนึ่งในจำนวนพระที่ถูกฮินดูปราบนั้นก็ได้  เราเลยเข็ดฮินดูในอินเดียแต่ครั้งกระโน้นแล้ว เลยไม่อยากไปอีกในชาตินี้กระมัง  ใครมีศรัทธามีโอกาสได้ไปกราบไหว้ปูชนียสถานทั้งสี่ ก็นับเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่  ดังที่พระองค์ได้ตรัสไว้แก่พระอานนท์ว่า  "ปูชนียวัตถุทั้งสี่จะเป็นบ่อบุญแก่สาธุชนเป็นอันมากเมื่อเรานิพพานไปแล้ว "  เราวาสนาน้อยมิได้ไปก็ขออนุโมทนาด้วยแล้วก็ขอเป็นหนี้บุญคุณประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นที่อุบัติขึ้นของพระพุทธศาสนาไว้ในโอกาสนี้ด้วย
             ก่อนจะเดินทางไปต่างประเทศครั้งนี้ได้มาพัก ณ ที่พักสงฆ์สวนของ  พลอากาศโท โพยม เย็นสุดใจ   ที่ดอนเมือง   กลางคืนจะมีผู้มาฟังเทศน์อบรมสมาธิมากขึ้นทุกๆ คืน  รู้สึกว่าคนกรุงเทพฯ สมัยนี้คงจะมีความรู้สึกตัวดีกว่าสมัยก่อนว่า   เรามาเกิดในเมืองเทวดาตามสมัญญาสมมุติต่างหาก    แต่ตัวของเราเองยังคงเป็นมนุษย์ดิ้นรนกระเสือกกระสนทำมาหาเลี้ยงชีพแย่งกันเหมือนๆ  มนุษย์ทั่วไปนั่นเอง    จึงอยากจะสร้างตนเองให้ได้เป็นเทวดาที่แท้จริงก็ได้   เพราะเคยได้ทราบมาว่าเทวดาที่ไปเกิดในสวรรค์นั้นไม่มีโอกาสจะได้ทำบุญเหมือนเมืองมนุษย์เรา เมื่อเสวยผลบุญที่ตนได้กระทำไว้แต่ในเมืองมนุษย์นี้หมดแล้ว ก็กลับมาเกิดในเมืองมนุษย์นี้อีก บางทีไม่แน่นอนอาจไปเกิดในอบายก็ได้ ไม่เหมือนพระเสขะอริยบุคคลมีพระโสดาเป็นต้น ท่านเหล่านั้นตายแล้วไม่ไปเกิดในอบายอีกแน่
             เราเป็นพระแก่เกิดในถิ่นด้อยการศึกษา       บางทีเขานิมนต์ให้เราไปเทศน์อบรมศีลธรรมแก่ผู้ที่มีการศึกษาดี  เบื้องต้นเรามีความรู้สึกเหนียมๆ ตัวเองเหมือนกัน   แต่มันเข้ากับหลักพุทธศาสนาที่ไม่ให้ถือชั้นวรรณะ ให้ถือเอาความรู้ดีประพฤติดีเป็นประมาณ   เพราะคนรู้ดีทำความชั่ว   ย่อมทำความเดือดร้อนให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าคนไม่มีความรู้ คนไม่มีความรู้แต่เขาไม่ทำความชั่ว ดีกว่าคนที่มีความรู้มาก แต่นำความรู้นั้นๆ ไปใช้ในทางที่ชั่ว  คนรู้น้อยแต่เขาพยายามสร้างแต่ความดีย่อมนำความเจริญมาให้แก่ประเทศชาติบ้านเมืองยิ่งกว่าคนไม่มีความรู้   คนไม่มีความรู้แต่เขาไม่ทำความชั่ว   ดีกว่าคนที่มีความรู้มาก  แต่นำความรู้นั้นๆ ไปใช้ในทางที่ชั่ว    คนรู้น้อยแต่เขาพยายามสร้างแต่ความดีย่อมนำความเจริญมาให้แก่หมุ่คณะตลอดถึงประเทศชาติได้ เมื่อได้มาพิจารณาถึงเหตุผลดังกล่าวแล้ว  เราก็สามารถพูดอบรมได้อย่างภาคภูมิใจ  เพราะเทศน์อบรมศีลธรรมแก่ผู้ที่มีการศึกษาดีย่อมเข้าใจง่าย   ศีลธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น   สอนให้รู้จักของธรรมชาติ   จึงเข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ทันสมัยดีที่สุด         นักศึกษาที่ดีทั้งหลายย่อมมุ่งแสวงหาแต่ความรู้ที่เป็นสาระอันจะนำเอามาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของคนเท่านั้น   มิได้มุ่งบุคคลว่าจะอยู่ในฐานะและภูมิเช่นไรก็ตาม     อย่างสมัยนี้ครูสอนศิษย์มีความรู้สูงๆ แล้วศิษย์กลับนำเอาความรู้นั้นๆ มาสอนครูอีกก็มี  ไม่เหมือนศิษย์ที่เลวๆ บางคนบางกลุ่ม   เห็นครูอาจารย์ทำผิดอะไรนิดๆ  หน่อยๆ     หรือมีความคิดความเห็นไม่ตรงกับของตนแล้ว    ถือว่าครูอาจารย์เป็นเรือจ้างรวมหัวกันรุมจิกขับไล่ถือว่าได้หน้ามีเกียรติ อย่างนี้มันเป็นสมัยพัฒนาวิชาอุบาทว์  มีแต่จะนำมาซึ่งความเสื่อมถ่ายเดียว

 
                                        back   to top

 


                      ๓๓.๑ ถึงสิงคโปร์ประเทศแรก

  

 

             คณะเราอันมีพระสตีเฟน   พระชัยชาญ  หมอชะวดี   และแม่ชีชวน   ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ   วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๙   ถึงสิงคโปร์ในวันเดียวกัน คณะศรัทธามารับและพาไปชมเมืองจนทั่ว
             สิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆ   อยู่กลางทะเล     มีเนื้อที่เพียง ๓๐ x ๒๕ กม.  เท่านั้น   มีผู้คนอยู่หนาแน่น   มีพลเมืองร่วมทั้งเกาะเล็กเกาะน้อยรอบๆ ๓ ล้านเศษ เพราะเนื้อที่น้อย ฉะนั้นเขาจึงปลูกแฟลตสูงๆ สิบชั้นยี่สิบชั้นขึ้นไป เพื่อมิให้เปลืองเนื้อที่ คนไปเห็นแฟลตสูงๆ แล้วเข้าใจว่าคนสิงคโปร์มีแต่คนรวยๆ กันทั้งนั้น แท้จริงแล้วก็เหมือนๆ กับประเทศอื่นๆ ทั่วไปในโลกนี้แหละ   บ้านธรรมดาๆ มุงกระเบื้องสังกะสีแม้แต่มุงจากอย่างบ้านเราก็ยังมีเหมือนกัน เมื่อมนุษย์เรายังมีกิเลสอยู่ตราบใดแล้วจะมีทุกสิ่งทุกอย่างเสมอภาคกันเป็นไปไม่ได้  รัฐบาลของทุกประเทศก็พากันพยายามต้องการอยากให้เป็นเช่นนั้น    แต่แล้วก็ไม่เห็นเป็นไปตามประสงค์สักประเทศเดียว แม้แต่ประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์   ก็โฆษณานักหนาว่าประชาชนพลเมืองของเขาอุดมสมบูรณ์ไม่เดือดร้อน  มีสิทธิเสมอภาคกันทั่วหมด   แล้วทำไมพลเมืองเหล่านั้นจึงพากันดิ้นรนเล็ดรอดหนีตายจากเมืองพระศรีอาริย์มาเล่า  อันนั้นเพราะอะไรก็เพราะกิเลสของคนเรามันแก่ตัวเกินไปน่ะซี  เรื่องนี้พระพุทธองค์สอนนักสอนหนาว่าให้เห็นอกเขาอกเรา  จงมีเมตตาปรารถนาหวังดีต่อกันและกัน ทุกๆ คนก็ปรารถนาเช่นนั้นเหมือนกัน  แต่บทเมื่อมาถึงตัวเองเข้า  กิเลสปิดบังห่อหุ้มเลยลืมหมด ลงของเก่า
             เราเคยสงสัยว่า    เหตุใดสิงคโปร์ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ    จึงแยกออกมาจากมาเลเซียเป็นเอกราชต่างหาก ทำไมจึงไม่รวมกันกับมาเลเซียเพื่อจะได้เป็นประเทศใหญ่ๆ ให้เป็นปึกแผ่นแน่นหนา   เมื่อไปเห็นความจริงแล้ว การแยกออกจากมาเลเซียไปเป็นเอกราชต่างหากนั้นมันเหมาะสมแล้ว     เพราะเรื่องวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมและศาสนา    ตลอดจนนิสัยของคนสิงคโปร์อาจแปลกต่างไปจากมาเลเซียก็ได้   อนึ่ง   สิงคโปร์เป็นเกาะเล็ก   มีพลเมืองหนาแน่น   อาจมีรายได้ดีกว่ามาเลเซีย   แล้วผู้คนก็อาจปกครองง่ายกว่ามาเลเซีย   แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ก็ยังต้องอาศัยวัตถุดิบ เช่น ไม้ เป็นต้น จากมาเลเซียอยู่นั่นเอง น้ำเป็นปัจจัยสำคัญประจำชีวิตของมนุษย์อย่างยิ่ง  สิงคโปร์มีพื้นที่น้อยไม่พอจะทำการกสิกรรมและเกษตรกรรมแม้แต่น้ำบริโภคและน้ำใช้  ก็ต้องอาศัยต่อท่อไปจากมาเลเซียทั้งนั้น  ฉะนั้น  มาเลเซียกับสิงคโปร์ถึงแม้จะแยกกันไปคนละประเทศแล้วก็ตาม  แต่สัมพันธไมตรีด้านอื่นๆ ยังแน่นแฟ้น อยู่ตามเดิม หากจะตัดก็ต้องตัดสายน้ำนี้แหละ จึงจะขาด
             ด้านการจราจรนั้น      ถนนหนทางเขากว้างและมีมากพอแก่รถราจะวิ่ง       ไม่คับคั่งทั้งคนขับก็ช่วยกันรักษาการจราจร  ไม่เห็นแก่ตัวตามสี่แยกต่างๆ จะหาตำรวจจราจรมาทำยาสักนายเดียวก็ไม่มี มีแต่ไฟแดง - ไฟเขียวทำหน้าที่โดยอัตโนมัติอย่างน่าสงสารถนนหนทางเขารักษาความสะอาดได้ดี  ไม่ค่อยจะมีคนเดินพลุกพล่าน ตามหน้าร้านมีบานกระจกปิดกันฝุ่นเรียบร้อย นอกจากแฟลตที่สูงๆ แล้ว  บ้านช่องเขาปลูกมีระเบียบเรียบร้อยน่าดู   ริมถนนและระหว่างบ้านต่อบ้านเขาปลูกต้นไม้ร่มเย็นน่าชมน่าเที่ยว   ที่ใดบ้านห่างๆ   ไม่ว่าตามในเมืองหรือชานเมืองก็ตามเขาทำเป็นสวนสาธารณะเล็กบ้างใหญ่บ้าง    แล้วทำที่พักนั่งเล่นตามโคนต้นไม้ไว้ให้คนไปนั่งพักผ่อนสบาย ตามชายทะเลที่ไม่มีต้นไม้ เขาก็ปลูกต้นไม้ลงแล้วทำลานจอดรถไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยแทบทุกแห่ง ไม่ว่าบ้านริมถนนหรือกำแพงบ้าน ตลอดจนสวนสาธารณะ เขาชอบปลูกดอกไม้พรรณต่างๆ สวยงามมาก ดินของเขาก็ดีอากาศและฝนก็อำนวยตกบ่อยจึงทำให้ดอกไม้ของเขาเขียวชอุ่มอยู่ตลอดกาล         สิงคโปร์เป็นเกาะเล็กพลเมืองหนาแน่น  อย่าพึงเข้าใจว่าจะไม่มีป่าเลย  แม้แต่ในเมืองก็ยังมีป่าดงดิบอยู่ ทั้งนี้เพราะเขามีป่าน้อย เขาจึงรักป่าและพันธุ์ไม้แล้วสงวนไว้ดังกล่าวแล้ว สิงคโปร์เป็นเกาะอยู่บนกลางทะเลสูงกว่าระดับน้ำ  ฉะนั้นถึงน้ำจะดี ฝนตกเสมอ แต่น้ำก็ไม่ขังชื้นแฉะจึงทำความสะอาดได้ง่ายกว่ากรุงเทพฯ ของเรา ประจวบกับพลเมืองก็เอาใจใส่ช่วยกันรักษากฎหมายบ้านเมืองเป็นอย่างดี    ถึงอย่างไรก็ดี  อย่าได้ลืมตัว   เพราะคนเราเกิดมาก็เกิดที่สกปรกแล้วก็คลุกคลีอยู่ด้วยของสกปรกทั้งภายนอกและภายในตลอดกาล    ชำระสะสางอาบล้างแล้วเดี๋ยวก็สกปรกอีก   ผลที่สุดเมื่อตายแล้วก็เปื่อยเน่าสกปรกอีก เมื่อมันเป็นอยู่เช่นนั้นแล้ว คนเราไปอยู่ที่ไหนมันจะสะอาดได้อย่างไรเล่า   นอกจากทุกๆ คนที่อยู่ร่วมกันเข้าใจความจริงนั้นแล้ว   แต่ก็ช่วยกันรักษาความสะอาดตามหน้าที่ของตนๆ รักษาความสะอาดภายในตัวของเราอย่างไร ก็ให้รักษาความสะอาดภายนอกเช่นนั้นก็แล้วกัน
              บ้านเมืองใดก็ตามที่จะเจริญสมบูรณ์ต้องพร้อมด้วยเหตุ ๔ ประการดังนี้ คือ
             ๑. ภูมิประเทศที่เป็นชัยภูมิเหมาะสมแก่ผู้คนที่ไปอยู่อาศัย
             ๒.หัวหน้าผู้บริหารวางระเบียบกฎหมายเป็นยุติธรรมไม่ทำความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้อยู่อาศัยและหย่อนยานเกินไป
             ๓. พลเมืองช่วยกันรักษาระเบียบกฎหมาย เคารพต่อกฎหมายบ้านเมือง
             ๔. ผู้บริหารตั้งอยู่ในยุติธรรม
             ถ้าพร้อมด้วยเหตุ ๔ ประการนี้แล้ว   บ้านเมืองนั้นก็จะอุดมสมบูรณ์   ถ้าขาดอันใดข้อหนึ่ง ถึงแม้จะอุดมสมบูรณ์แต่ก็จะไม่สมบูรณ์ กรุงเทพฯ เราจะทำให้สะอาดสมบูรณ์เหมือนสิงคโปร์ไม่ได้เด็ดขาด เพราะสถานที่ไม่อำนวย     อยู่ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลใครก็ตามเถิดอย่ามาคุยโอ่เลยว่า    จะทำกรุงเทพฯให้สะอาดอย่างนั้นอย่างนี้พอเป็นขี้ปากหนังสือพิมพ์เปล่าๆ  ทางที่ดีควรมาช่วยกันรักษาความสะอาดตามหน้าที่ของตนๆ   ขออย่าได้พากันมักง่ายเห็นแก่ตัวจะดีกว่า เห็นอะไรผิดนิดก็ด่า หน่อยก็โจมตีกันอย่างสาดเสียไร้มารยาท ขาดวัฒนธรรมอันดีงามเหมือนคนไม่มีการศึกษา
             ช่วงระยะที่คณะของเราได้อยู่ที่สิงคโปร์นี้เป็นเวลาสิบคืน        เราได้อบรมศีลธรรมฝึกกรรมฐานให้ชาวสิงคโปร์ทุกๆ คืนๆ ละไม่เกิน ๓ ชั่วโมง  มีคนมารับการอบรมคืนละ ๒๐ - ๓๐ คน  แท้จริงการอบรมศีลธรรมก็คือการชี้ให้เห็นโทษของโลกตามเป็นจริงนั้นเอง ผู้ใดเห็นโทษของโลกนั้นได้ก็ได้ชื่อว่ามองเห็นธรรมแล้วเพราะโลกกับธรรมอาศัยซึ่งกันและกันอยู่     ฉะนั้นเมื่อเราแสดงถึงธรรม    ปัญหาของโลกจึงพากันหลั่งไหลเข้ามารอบด้าน ปัญหาทั้งหมดก็เหมือนๆ กับที่มีอยู่ในโลกทั่วๆ ไปนั้นเอง เมื่อสรุปแล้วก็คงอยู่ในวงขอบเขต ๓ ประการ ดังนี้คือ
             ๑. ปัญหาในครอบครัวและการครองชีพ
             ๒. ปัญหาที่พึ่งทางใจ
             ๓. ปัญหาเรื่องต้องการเปลื้องทุกข์ให้หลุดพ้น
             ข้อแรก  ก็ไม่เห็นแปลกแตกต่างอะไร  เมื่อมีโลกก็ต้องมีปัญหาโลกแตกเป็นธรรมดา  เมื่อเราผูกเองก็ต้องแก้เป็นละซีคนอื่นใครจะแก้ให้ได้ นอกจากจะบอกวิธีแก้ให้เท่านั้นเอง ปลาติดเบ็ดนายพรานเพราะเหยื่อของนายพรานหุ้มพรางไว้ ปลาเห็นเข้าโฉบเอาด้วยความหิว  เมื่อเบ็ดเกี่ยวปากเหยื่อก็ไม่ได้กินยังเหลือแต่ความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างเดียว ความหิวทำให้เกิดทุกข์อย่างนี้ เราให้ความเห็นว่าจงอดเอาเถิด เมื่อเราหลงเหยื่อจนเบ็ดเกี่ยวปากแล้ว ยิ่งดิ้นก็จะมีแต่ความเจ็บปวดทวีคูณ ปลงอนิจจังสังเวชตนเองว่าเป็นทุกข์เช่นนี้ ก็เพราะความหลงผิดแท้ๆ นิ่งๆ เอาไว้ให้นายพรานมาปลดเอาไปต้มยำเป็นอาหารเย็นก็จะเป็นโชคดีของแก
             ข้อสอง  คนเราเมื่อยังมีหวังอยู่ก็จะต้องดิ้นรนไปจนสุดเหวี่ยงจนหาที่หยุดสุดสิ้นไม่ได้ ตามใจที่ยังไม่ได้อบรมเหมือนกับสัตว์ป่าที่จับมาใหม่ๆ  จะฮึกเท่าไรดิ้นเท่าไรเมื่อเชือกยังเหนียวไม่ขาดสัตว์ป่าก็จะเหนื่อยรู้กำลังตนเองแล้วนิ่งยอมจำนน คนเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่สมหวังในสิ่งนั้นๆ ที่เข้าใจว่าจะนำความสุขมาให้ แล้วใจก็จะสงบสุข นั่นแหละจึงจะเห็นที่พึ่งของใจว่าที่เราแสวงหาความสุขในที่นั่นๆ ด้วยวัตถุภายนอกนั้นที่แท้จริงไม่ใช่แสวงหาความสุขอันแท้จริง  เป็นแต่สุขปลอมๆ เปลือกๆ สุขที่แท้จริงได้แก่สุขที่จิตนิ่งไม่ดิ้นรนต่างหาก   ผู้มาจับจุดความสุขที่แท้จริงได้อย่างนี้แล้ว แม้ผู้นั้นจะอยู่ในอิริยาบถใด ประกอบภารกิจงานใดๆ อยู่ก็ตาม เขาจะมีใจเป็นสุขอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ แต่เมื่อผู้ที่ยังไม่ถึงและไม่เห็นเช่นนั้นแล้วก็เหมือนเป่าปี่ให้ควายฟัง
             ข้อสาม   เราได้สอนให้เขาทวนทบย้อนไปพิจารณาถึงข้อ  ๑  -  ๒     จนให้เห็นว่านอกจากความสุขอันเกิดจากความสงบแล้ว   นอกนี้เป็นความสุขเพียงเพื่ออาศัยและสุขปลอมๆ เท่านั้น  แล้วสอนให้เขาเหล่านั้นหมั่นบำเพ็ญเจริญ   พิจารณาอยู่อย่างนั้นตลอดไปจนชำนาญ   เมื่อชำนาญแล้วจะอยู่ด้วยอาการอย่างไรก็อยู่ได้ตามใจปรารถนา  เมื่อทำได้อย่างนี้แล้วใครจะอยู่ด้วยความสุขก็อยู่ไป  ใครจะอยู่ด้วยความทุกข์อย่างไรก็อยู่ไปโดยอิสระเสรี
             เท่าที่ได้อบรมมาแล้วและได้ฟังความคิดความเห็นของชาวสิงคโปร์  นับว่าพวกเขามีโชคดีที่มีความคิดความเห็นเป็นธรรมเห็นโทษทุกข์ในความมาเกิดในโลกนี้  เห็นว่าชีวิตของคนเราไม่มีสาระ   เป็นเพียงมายาเท่านั้น   อนึ่งเราเองก็ไม่ได้นึกได้ฝันเลยว่าคนสิงคโปร์จะมีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าถึงอย่างนี้  เมื่อก่อนคนชาวสิงคโปร์โดยมากถือฮินดูบ้าง คริสต์บ้าง และลัทธิมหายานบ้าง  แต่เมื่อพากันมาได้อบรมศึกษาในหลักคำสอนของพุทธศาสนาที่ถูกต้องแล้ว     ความเชื่อถือในลัทธิและศาสนาเหล่านั้นไม่ทราบจมหายไปไหน   คงยังเหลือแต่แก่นแท้ของสัจธรรม   เป็นที่น่าชื่นชมที่เขาได้พากันแสดงออกมาซึ่งความเชื่อมั่นความกล้าหาญความร่าเริงในการที่เขาได้เข้าใจในสัจธรรมที่เป็นสาระอย่างจริงจัง   เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่บางคนมีศีลห้าโดยอัตโนมัติ  หัดภาวนาทำสมาธิแน่วแน่จนทำให้เกิดญาณรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งเรื่องของตนและของคนอื่นอีกด้วย

 

 

                                back to top

 


                      ๓๓.๒ ไปออสเตรเลีย

  

 

             จากสิงคโปร์ เราได้บินไปออสเตรเลียในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน และลงพักที่เพิร์ธเป็นเมืองด่านแรก แล้วก็ไปเมลเบอร์น ซิดนีย์ แคนเบอร์ร่า ตามเมืองใหญ่ๆ ที่มีผู้สนใจพุทธศาสนา หรือพุทธสมาคมนิมนต์ให้ไปอบรมศีลธรรมทุกแห่ง ไม่ว่าไทย ลาว พม่า ศรีลังกา ฝรั่งมังค่า ต่างให้การต้อนรับ นับว่าดีเลิศ คณะเราขอขอบพระคุณท่านเหล่านั้นไว้ ณ โอกาสนี้ เป็นอย่างยิ่ง

             คำสนทนากับหัวหน้าฮินดู
             ระหว่างอยู่เพิร์ธมีสวามีมาเยี่ยม สวามีหมายถึงนักบวชลัทธิฮินดูนุ่งห่มและสีผ้าคล้ายๆ กับพระธิเบต ตัวท่านเองก็บอกว่าท่านเป็นฮินดูลามะ ฮินดูมีหลายลัทธิ ถือพระเจ้าหลายพระองค์เหลือเกิน จะถือพระเจ้ากี่องค์ๆ ก็ไม่ว่า ขอให้ถือว่าพระเจ้าเหล่านั้นล้วนแยกออกมาจากพระเจ้าองค์เดียวกันก็ใช้ได้ (คือพระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างโลกผู้ไม่มีตัว)  ท่านองค์นี้บวชมาได้ ๔๕ ปีแล้ว อายุก็ได้ ๗๖ ปีพอดี  ท่านมานั่งรอเราอยู่ที่ห้องรับแขกก่อนแล้ว  พอเห็นเราก็ยกมือไหว้เราก่อนด้วยความยินดี  มีศีลธรรมอย่างน่ารักมาก   เราได้ยกมือไหว้ตอบ  สนทนาสัมโมทนียกถาพอเป็นเครื่องทำให้เกิดความอิ่มใจในกันและกันพอสมควรแล้ว    เราเริ่มถามถึงลัทธิของท่านที่ท่านประพฤติอยู่ว่าท่านดำเนินไปในแนวไหนและหนักไปในทางใดด้วยความเป็นกันเอง      ท่านได้บอกว่าท่านเป็นสวามีลามะหัวหน้าสอนศาสนาลัทธิฮินดู   ตระกูลของท่านถือฮินดูและตัวท่านเองก็เคร่งในลัทธิฮินดู   ได้บวชแต่ยังหนุ่มจนบัดนี้แล้วก็เคยเข้าไปหาพระในธิเบตลัทธิมหายาน
             ยังสวามีอีกคนหนึ่ง   แต่คนนี้เขาไม่บวชเหมือนคนก่อนเป็นฆารวาสเหมือนคนธรรมดาๆ เรานี้เอง  อายุ ๘๑ ปีแล้ว แต่รูปร่างหน้าตาน่ารักมาก  ผิวพรรณผุดผ่องยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา ดูท่าทีแล้วเหมือนคนอายุราว ๖๑ ปีเท่านั้นเอง   เขาได้มานั่งรอเราอยู่ที่ห้องรับแขกก่อนแล้ว  พอเราออกจากห้องมาเขาเห็นเราเข้าแล้วก็ยกมือไหว้เราก่อนเหมือนสวามีคนก่อน  เขาบอกว่าพอเห็นเราแล้วเมตตามาก (ตามภาษาบ้านเราคือเคารพรักมากนั่นเอง) เมื่อทักทายและแสดงความดีใจซึ่งกันและกันพอสมควรแล้ว  เราได้เริ่มซักถามถึงลัทธิที่เขาถือก่อนเช่นเดียวกับสวามีคนก่อน   ก่อนจะถามเราได้ขอโทษเขา  แต่เขาได้บอกว่าไม่ต้องขอโทษ  เรามีธรรมเสมอกัน  (คอยฟังมติของเขาต่อไป)  เขาบอกว่าเขาไม่ถือศาสนาอะไรๆ ทั้งหมด  "เพราะในโลกนี้มีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น" ศาสดาของแต่ศาสนาล้วนแล้วแต่แยกออกมาจากพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน   (คือพระพรหม)    เมื่อทำดีที่ถูกต้องแล้วก็เข้าถึงพระเจ้าองค์เดิมเหมือนกัน เขาบอกว่า เขาได้ไปศึกษาแบบโยคะกับอาจารย์ต่างๆ ในประเทศอินเดียถึง ๖ อาจารย์  อาจารย์ของเขาสอนหลายแบบ  เป็นต้นว่า  แบบฤาษีดัดกาย  แบบอดอาหารและกลั้นลมหายใจเข้าออก เป็นต้น  (แสดงว่าลัทธิเหล่านี้มีมาแต่ก่อนพุทธกาล  คงยังเหลืออยู่จนบัดนี้) เขาเป็นผู้มีความรู้และความสามารถในลัทธิฮินดู  และเป็นผู้ยอมสละทุกๆ อย่าง (ไม่มีครอบครัว) ฮินดูศาสนิกทั้งหลาย  จึงได้ยกให้เขาเป็นสวามี
             เมื่อเราทั้งสองสนทนากันโดยมีพระสตีเฟนเป็นล่างคนกลางพอสมควร    และเราทั้งสองฝ่ายต่างก็พอใจและยินดีในคำพูดของกันและกันแล้ว  ก่อนเขาจะลากลับเขาขอกราบเท้าเราเพื่อเป็นสิริมงคล (เราเลยกลายเป็นพระผู้เป็นเจ้าไปเลย) เรารู้สึกละอายใจมาก  เพราะเขาเป็นคนดีมีอายุมากและมีคุณธรรมน่าเลื่อมใส  จึงบอกว่าไม่ต้องกราบดอก   เรามีธรรมเสมอกันก็เป็นสิริมงคลดีอยู่แล้ว    ก่อนจะลาไปเขาได้หันหน้ามาไหว้แล้วไหว้เล่าๆ แสดงว่าเขาเคารพด้วยความจริงใจ
             สวามีทั้งสองนั้นถึงคนหนึ่งบวชเป็นพระอีกคนหนึ่งไม่ได้บวชก็ตาม    แต่ลัทธิวิธีเข้าถึงพระเป็นเจ้าอย่างเดียวกัน   เพราะเป็นลัทธิฮินดูเหมือนกัน   เราได้ขอร้องให้ทั้งสองอธิบายวิธีที่จะเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า   ทั้งสองได้อธิบายเหมือนกัน
             คือองค์แรกบอกว่าบริกรรม โอมะ ช้าๆ สัก ๒ - ๓ ครั้ง โดยระลึกเอาพระเจ้ามาไว้ที่ใจ เอาใจมาระลึกถึงพระเจ้า   แล้วพระเจ้าก็จะมาปรากฏเป็นภาพต่าง ๆ ขึ้นที่ใจ   พระเจ้าจะสอนให้รู้จักผิด  รู้จักถูก… ให้ทำดีละชั่ว..บางทีก็ไม่ปรากฏภาพจะมีแต่เสียง (ในหลักปฏิบัติทางพุทธศาสนาตอนนี้เรียกว่า รูปฌาน ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา…   ธรรมเป็นศาสดาตามพร่ำสอนผู้ปฏิบัติดีแล้วไม่ให้ตกไปในทางผิด)    แล้วพระเจ้านั้นจะหายไปยังเหลือแต่ความว่างเปล่า    เราเข้าถึงพระเจ้านิรันดรแล้ว   (อรูปฌานซึ่งอาฬารดาบสและอุทกดาบสเจริญอยู่  พระสิทธัตถะกุมารไปศึกษาได้แล้วเห็นว่ายังยึดอยู่นั่นแหละไม่เป็นทางพ้นทุกข์ได้  ละทั้งดีและชั่วแล้วจึงจะพ้นทุกข์   จึงได้หนีไปทำทุกรกิริยา)
             ส่วนสวามีคนที่สองไม่ได้บวชก็อธิบายเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้พูดถึงคำบริกรรม  อาจเป็นเพราะเขาหวงเคล็ดลับในลัทธิของเขาก็ได้  แต่เข้าใจว่าคงบริกรรมเช่นเดียวกันเพราะลัทธิเดียวกัน แล้วก็พูดแต่เพียงว่า  เมื่อเข้าถึงพระเจ้าแล้ว   พระเจ้าจะแสดงภาพต่างๆ มาสอนหรือมีแต่เสียงมาสอน   ไม่ได้พูดว่าเมื่อภาพและเสียงนั้นหายไปแล้วยังเหลือแต่ความว่าง  แล้วเข้าถึงพระเจ้านิรันดร

             สิ่งที่ควรจะเป็นสาระ
             นักสนใจใจศาสนาทั้งหลายฟังแล้วสนุกไหม  ได้ความว่าอย่างไร  เราขอแสดงความเห็นดังต่อไปนี้  หากผิดถูกอย่างไร   ขอนักสนใจในศาสนาทั้งหลายได้ให้อภัยด้วย    เพราะเราไม่มีโอกาสได้ค้นคว้าตำราศาสนาอื่นๆ นอกจากพุทธศาสนา
             เขาให้ทำความเชื่อมั่นแน่วแน่ว่า  พระเจ้าเขามีแต่ไม่เห็นตัว   พระเจ้าที่เขาเชื่อนั่นแหละ เมื่อทำความเชื่อมั่นแล้วน้อมเอาพระเจ้าหรือเอาใจของเราเข้าไปไว้ในพระเจ้าแล้ว พระเจ้าก็จะมาปรากฏให้เห็น  ณ  ที่นั้น   แม้พุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็ในทำนองเดียวกันนี้    ส่วนฝ่ายเถรวาทหรือหินยาน   พระพุทธเจ้ามีตัวตนคือพระราชโอรส  สิทธัตถะแห่งศากยราช   เสด็จออกทรงผนวช  ทรงบำเพ็ญเพียรชำระกิเลสในใจจนหมดจดบริสุทธิ์  ได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าเพราะคุณธรรมทั้งหลาย แต่ไม่ให้ถือเอาเพียงกายของพระสิทธัตถะเท่านั้นมาเป็นพระพุทธเจ้า       เมื่อผู้มีความเชื่อและเลื่อมใสในพระคุณของพระพุทธเจ้า      แล้วน้อมเอาคุณความดีทั้งหลายเหล่านั้นมาไว้ที่ใจหรือน้อมเอาใจของตนไปตั้งไว้ที่ความดีเหล่านั้นก็ดี       เมื่อใจตั้งมั่นอยู่ในความดีเหล่านั้นแน่วแน่เต็มที่แล้ว (เอกัคคตารมณ์) อาจเกิดภาพนิมิตต่างๆ หรือเสียงปรากฏ ณ ที่นั้น  ลัทธิพระเจ้าไม่มีตัวตนนั้น  เขาถือว่านั้นถึงพระเจ้าแล้วพระเจ้ามาสอนแล้ว       ส่วนพุทธศาสนาถือว่านิมิตของภาวนาหากมีเสียงสอนบอกกล่าวก็ถือว่าพระธรรมเป็นเครื่องพร่ำสอน  ถ้ามีภาพปรากฏก็ถือว่าเป็นภาพนิมิต พระธรรมเป็นของไม่มีรูปร่าง  ผู้เห็นผู้ฟังยังเป็นของมีรูปร่างอยู่  พระธรรมจึงแสดงภาพให้เข้ากับผู้เห็นผู้ฟัง
             เมื่อสรุปแล้วทุกๆศาสนาและลัทธินิกายสอนให้ศาสนิกชนของตนๆ ละชั่วทำดี  น้อมจิตเอาคุณความดีของพระเป็นเจ้าที่ใจของตน   หรือเอาจิตของตนให้เข้าไปอยู่ในพระเป็นเจ้า    เพื่อเราจะได้เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าเหมือนๆ กันทุกๆ ศาสนา ศาสนิกชนของศาสนานั้นๆ  เมื่อไม่เข้าใจในหลักของจริงของศาสนาดังกล่าวมานี้แล้ว มักจะถือว่าอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งนับถือปฏิบัติไม่เหมือนตนก็เหมาว่าผิด  ตนเท่านั้นถูก   แล้วก็หาเรื่องโฆษณาโจมตีกันและกันเพื่อให้ฝ่ายของตนเด่น    คนจะได้เข้ามานับถือฝ่ายตนให้มากขึ้น    นอกจากมิใช่คำสอนของศาสดาที่ดีมีธรรมเป็นเครื่องอยู่แล้ว   ยังจะเป็นที่เพ่งเล็งของปราชญ์ที่ดีทั้งหลายอีกด้วย    การถือภาพนิมิตของภาวนากับการเข้าถึงพระเจ้าน่าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ของนักปฏิบัติด้วยดี

             ให้คติแก่ท่านมหาสมัย
             ระหว่างเดินทางอยู่ในออสเตรเลียครั้งนี้     นอกจากจะได้อบรมศีลธรรมแก่ผู้ที่สนใจในหลักพุทธศาสนาแล้ว  ยังได้และเปลี่ยนทัศนคติกับหมู่เพื่อนอีกด้วย  โดยเฉพาะท่านมหาสมัย  ซึ่งทางมหามกุฏราชวิทยาลัยส่งมาอยู่ประจำวัดพุทธรังษี  เมืองซิดนีย์
             พระมหาสมัยรูปนี้เดิมเป็นคนชาวจำปาศักดิ์   ประเทศลาว   ได้มาอยู่วัดสระปทุมแต่เล็ก จนได้บวชเป็นสามเณรแล้วบวชเป็นพระสอบ ป.ธ. ๕ สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปี ๒๕๐๒  ไปช่วยสอนสามัญศึกษาที่วัดโพธิสมภรณ์  อุดรธานี อยู่ ๑ ปี  แล้วได้อาสามาเผยแพร่พุทธศาสนาในออสเตรเลียนี้ได้ ๒ ปีแล้ว เป็นรุ่นที่ ๒  ต่อจากเจ้าคุณปริยัติ   แล้วก็เป็นรูปแรกที่ได้เข้ามาอยู่วัดนี้   เวลานี้ได้ ๑๓ พรรษา  แล้วท่านเป็นพระสุภาพเรียบร้อยน่าเคารพเลื่อมใสมาก
             ท่านได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนพระสงฆ์ไทยไปเผยแพร่พุทธศาสนาในทวีปออสเตรเลีย          เพราะเมื่อก่อนออสเตรเลียไม่เคยมีพระสงฆ์ฝ่ายเถรวาท  เขาถือศาสนาคริสต์เป็นพื้น   เพิ่งมีวัดและพระสงฆ์ฝ่ายเถรวาทครั้งนี้เอง    คนเราสมัยนี้ทั้งโลกมีการศึกษาดีโดยเฉพาะด้านวิชาวิทยาศาสตร์    ซึ่งมีหลักค้นคว้าหาเหตุผลข้อเท็จจริง ส่วนคำสอนของคริสต์ศาสนาสอนให้ใช้ความเชื่อห้ามวิพากษ์วิจารณ์คำสอนที่ตนนับถือ      มันเลยขัดกับหลักวิชาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ สันตะปาปาเคยลงโทษใครคนหนึ่ง เมื่อเขาคิดคำนวณว่าโลกกลมมาแล้ว แต่ในที่สุดคนทั้งโลกรวมสันตะปาปารุ่นหลังๆ   ก็ได้นำเอาหลักวิชาของตาคนนั้นมาใช้อยู่จนทุกวันนี้        ส่วนหลักคำสอนในพุทธศาสนาปล่อยให้มีสิทธิเสรีเต็มที่ในการคิดค้นใดๆ ก็ตาม   แม้แต่ในหลักคำสอนของพุทธศาสนา    เพราะหลักคำสอนในพุทธศาสนาสูงกว่าหลักวิชาวิทยาศาสตร์มาก พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้มิใช่แต่ด้านวัตถุอย่างเดียว  แต่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ทั้งด้านนามธรรมอีกด้วย   เมื่อพิสูจน์ได้ข้อเท็จจริงแล้ว    ก็มิได้นำเอามาใช้ในทางที่ให้เกิดโทษ   มีแต่จะนำมาใช้ในทางสันติให้เกิดคุณประโยชน์ทั้งแก่ตนและคนอื่นอีกด้วย  บางท่านได้นำมาใช้ได้ผลจนโลกตามเกาะไม่ติด  พ้นจากโลกไปเลยก็มี  เช่น  พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย  เป็นต้น
             จึงเป็นที่น่าเสียดายที่คนเราในสมัยนี้มีการศึกษาดีและสูงๆ   แต่โดยมากเข้าใจว่าการศึกษาตำราได้สำเร็จปริญญาแล้วก็เป็นพอ    บางคนอาจไม่คิดเลยก็ได้ว่า  ตำราที่จะเขียนออกมาเป็นหลักสูตรนั้นเบื้องต้นออกมาจากมันสมองซึ่งนอกเหนือจากตำรา    ความรู้ที่ได้มาจากตำรามิใช่ความรู้ที่เกิดขึ้นจากสมองของตนเอง  ประสบการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดความรู้จากสมองนั้น แลจึงจะเป็นความรู้ของเราเองโดยแท้ ในทางพุทธศาสนาท่านเรียกว่า "ปัจจัตตัง" เห็นหรือรู้ชัดต้วยตนเอง อันเนื่องมาจากพลังของใจที่ได้อบรมให้เข้าถึงความสงบดีแล้วเกิดความรู้ชนิดนี้และจะปฏิบัติตนเองให้เปลี่ยนจากสภาพเดิมได้ โดยแท้จริง แล้วเข้าถึงสภาพของจริงตามหลักสัจธรรมในพระพุทธศาสนา ฉะนั้นผู้จะรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมคำสอนของพุทธศาสนา จะต้องมีทั้งการศึกษาและการปฏิบัติควบคู่กันไปจะมีแต่อย่างเดียวอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้   ผู้จะเป็นนักเผยแพร่พุทธศาสนาในสมัยคนมีการศึกษาดีความรู้สูง จึงจำเป็นจะต้องฝึกฝนตนให้พร้อมทั้งสองอย่างดังกล่าวแล้ว ถ้าหาไม่แล้วก็จะไม่เป็นผลดีแก่การเผยแพร่เท่าที่ควร
             นอกจากนั้น   เราได้แนะท่านว่า  เราควรจะเผยแพร่ให้เต็มแบบฉบับ  กล่าวคือ นอกจากเราจะรักษาศีลพระปาฏิโมกข์ให้สมบูรณ์แล้ว    เมื่อคณะของเรายังมีน้อยไม่สามารถจะจัดการศึกษาได้   ก็จงรักษากิจวัตรอื่นๆ เช่น ธุดงควัตร มีการออกบิณฑบาต เป็นต้น ทั้งจะเป็นการแบ่งเบาเงินบำรุงโรงครัวอีกด้วย
             การเผยแพร่พุทธศาสนาต้องมีการศึกษาพร้อมกับการลงมือปฏิบัติไปด้วยกัน  พุทธศาสนาจึงจะมีรากตั้งมั่นอยู่ได้นาน หมู่เพื่อนพร้อมด้วยท่านมหาสมัยต่างก็เห็นดีด้วย แล้วก็รับว่าจะนำเอาไปปฏิบัติให้เป็นไปตามมตินี้ต่อไป
             เราได้ให้คติท่านมหาสมัยไว้ว่า    อุปสรรคบนท้องถนนของการเผยแพร่พุทธศาสนาในต่างประเทศมีข้อใหญ่ๆ อยู่สามประการคือ
             ๑ พระเอาเปรียบชาวบ้านไม่ทำมาหากิน มีแต่ขอทานชาวบ้านเขาร่ำไป
          ๒ พระลัทธิเถรวาทใจแคบ ไม่ช่วยประชาชนที่ทุกข์ยากลำบาก ไม่เหมือนศาสนาอื่นและลัทธิอื่น
          ๓ พระเถรวาทห้ามเขาฆ่าสัตว์ แต่ตัวเองยังฉันเนื้อสัตว์อยู่

             ผู้จะออกไปเผยแพร่พุทธศาสนาในต่างประเทศจะต้องประสบอุปสรรคเหล่านี้แน่ ฉะนั้นผู้เขียนจึงได้แนะท่านมหาสมัยให้เตรียมเครื่องมือไว้สำหรับแก้ไขอุปสรรคเหล่านี้    หากท่านไม่ลืมเมื่อเกิดมีอุปสรรคดังว่านั้นขึ้นมา คงจะจับมาใช้ได้ทันที
             อนึ่ง       อันตรายที่ร้ายกาจยิ่งกว่านั้นของพระผู้จะออกไปเผยแพร่พุทธศาสนาในต่างประเทศ        คือขนบธรรมเนียมประเพณีของเขาซึ่งเรายังไม่เคยชิน      อาจเป็นเครื่องกีดขวางและบาดหูบาดตาในเวลาที่ได้ไปประสบเข้า แล้วทำให้ท้อแท้ระอาเบื่อหน่ายแก่ใจก็ได้ หรือมิฉะนั้นก็อาจทำให้ลืมตัวลืมใจหลงระเริงไปตามเขาก็ได้

             ข้อควรคิดที่ได้จากออสเตรเลีย
             ตามประวัติ  เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วนั้นว่า  ออสเตรเลียเดิมเป็นเมืองป่า  ผู้คนยังไม่ทันเจริญ  เผ่าไหนที่เจริญแล้วก็หาล่าเผ่าที่ยังไม่ทันเจริญ    เล่นอย่างนายพรานล่าสัตว์กินอย่างนั้นแหละ   ชาวอังกฤษเกลียดนักโทษอันธพาลจึงได้ขนใส่เรือมาเทไว้ที่เกาะนี้ เพื่อให้สมน้ำหน้า ดีไม่ดีจะได้ถูกเขาล่าเล่นเป็นสัตว์ไปในที่สุดก็ได้  นักโทษเหล่านั้นคงจะรู้สำนึกตนได้   เพราะเป็นธรรมดาของคนผู้ไม่มีที่พึ่งแล้วต้องพึ่งตนเอง  จึงพากันตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินในด้านเกษตรกรรมด้วยความอุตสาหะวิริยะ   จนตั้งตัวเป็นหลักเป็นแหล่งได้   พอดีเหมาะสมกับโลกเขาเจริญด้วยเครื่องจักรยนต์กลไกซึ่งเขาต้องการวัตถุดิบเอามาป้อนโรงงานให้มากๆ     พร้อมกับออสเตรเลียสมบูรณ์ด้วยน้ำด้วยดินอยู่แล้ว  เมื่อประชากรมีที่จำหน่ายผลผลิตจากเกษตรกรรมก็ยิ่งทำกันเป็นการใหญ่ รายได้จึงเพิ่มทวีขึ้นเป็นลำดับเลยกลายมาเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์อย่างที่ปรากฏเห็นอยู่แล้ว ชาวอังกฤษซึ่งสมัยโน้นพากันดูถูกเหยียดหยามออสเตรเลีย  มาเวลานี้ชักจะอายๆ ออสเตรเลียไปเสียแล้ว
             ออสเตรเลียยังมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มาก  พื้นที่ยังกว้างขวางมาก  แต่พลเมืองเพียง ๑๓ ล้านเท่านั้น ทรัพยากรเป็นปัจจัยทำให้ประเทศชาติเจริญอยู่ได้นานๆ     ออสเตรเลียเป็นประเทศหนึ่งของโลกที่มีทรัพยากรมากที่สุด   โลหะต่างๆ เกือบจะมีครบถ้วน  ในขณะที่บางประเทศหาทรัพยากรบนพื้นแผ่นดิน ในน้ำมาใช้บริโภคจนหมดสิ้น   แล้วก็ขุดหรือดำลงไปเอาใต้น้ำใต้ดินมาใช้กำลังจวนจะหมดอยู่แล้วก็มี   บางประเทศก็หาคุ้ยขุดออกมาโชว์เพื่ออวดความรวยความมีของตนก็มี แต่ออสเตรเลียไม่ได้อวดใครเพราะทรัพยากรบนผิวดินบนน้ำยังมีอยู่เหลืออยู่หลาย พลเมืองของประเทศจะเอามาใช้บริโภคก็ยังไม่หมด ต่อไปในอนาคตหากไฟบรรลัยโลกยังไม่อุบัติขึ้น ออสเตรเลียอาจเป็นพี่เลี้ยงสำคัญของโลกประเทศหนึ่งก็ได้
             แม้ว่าขณะนี้โลกจะให้สมัญญาสมมุติว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วก็ตาม       แต่มิได้หมายความว่าเมื่อพัฒนาแล้วออสเตรเลียมิได้ทำอะไรอีก   นั่งกินนอนกินอยู่เป็นสุขสบายเลย   แต่แท้จริงเขาได้พยายามทะนุถนอมรักษาสิ่งที่เขาได้พัฒนานั้น และยังพยายามหาทางพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไปอีก
             จงหันมาดูเมืองเทวดาของไทยเราซิ เข้าไปในเมืองแล้ว เทวดาสักองค์เดียวก็ไม่เห็น เห็นมีแต่จิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ฮิปปี้เต็มไปหมดในท้องถนน  คนไม่เคยพัฒนาและไม่รู้จักความหมายในคำว่าพัฒนาก็เข้าใจว่าทำสิ่งใดลงไปเสร็จแล้ว สิ่งนั้นจะไม่ต้องทำอีกต่อไป เข้าใจเช่นนั้นผิด  เด็กเมื่อเจริญมาถึงขั้นเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ชอบใจ  เมื่อมาถึงขั้นแก่แล้วจึงจะรู้ตัวว่า หนุ่มๆ สาวๆ นั้น  คือแก่ยังมาไม่ถึงต่างหาก มิใช่หนุ่มสาวดอก  บ้านเมืองถนนหนทางที่ทำให้มีระเบียบเรียบร้อยสวยงามนั้น ที่แท้คือไปเอาวัตถุอันนั้นมาจากที่อื่นซึ่งเขาสูญสิ้นไปมาประกอบขึ้น ณ ที่นั่นต่างหาก  อันแสดงถึงการเก็บหอบเอาของจาก ณ ที่นี้ไปปรับปรุง ณ ที่โน้นให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้นเอง   คนเราเจริญเติบโตอยู่ได้เพราะอาหาร  แต่ต้องสิ้นเปลืองเลือดเนื้อของสัตว์อื่น และพืชพันธุ์อื่นเป็นอันมาก  คนเราเดินทางมุ่งแต่จะให้ถึงจุดหมายปลายทาง  แต่ลืมว่าเราได้ละต้นทางไกลออกไปทุกทีๆ  คนเราจงอย่าได้มองแต่ข้างหน้าถ่ายเดียว   ตามสายตาซึ่งมันมีอยู่ข้างหน้า   จงใช้ปัญญาย้อนมาดูข้างหลังบ้างจึงจะเห็นของจริง แล้วจึงจะทำให้เราหายเมาหลงลืมตัว เข้าถึงหลักสัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 

 

                                back to top

 


                      ๓๓.๓ เยี่ยมอินโดนีเซีย

  

 

             จากออสเตรเลีย เรากลับมาพักที่สิงคโปร์แล้วจึงเดินทางต่อไปอินโดนีเซียเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๑๙ มีบรรดาพวกเพื่อนของเราที่อยู่ในอินโดนีเซียเกือบทั้งหมดคือ     ท่านเจ้าคุณสุวีรญาณ     พระครูธรรมธรสมบัติ พระสุธัมโม พระอัคคปาโล และพระเขมิโย  ต่างมาคอยรอรับที่สนามบินจาการ์ตาด้วย รวมชาวพุทธสมาคมที่นั่นด้วย  นอกจากนครจาการ์ตาแล้ว เราได้มีโอกาสไปเยี่ยมเมืองอื่นๆ อีก เช่น บันดุง ยอร์คจาการ์ตา เมนดุด สะมารัง สุราบายา และบาหลี เป็นต้น  ได้ไปเยี่ยมพุทธสมาคมและวัดทางพุทธศาสนาที่คณะธรรมทูตได้เป็นหัวหน้าจัดสร้างไว้ดังเช่น  วัดมัชฌิมศาสนวงศ์ที่อยู่ติดเจดีย์เมนดุด หรือวัดธรรมทีปารามที่บาตู มาลัง สุราบายา แต่ละแห่งเราได้เห็นด้วยความปลื้มใจ   ทุกเย็นจะมีพุทธบริษัททั้งหญิงชายและหนุ่มแก่  มารวมไหว้พระสวดมนต์มิได้ขาด หลังจากนั้นพระท่านก็จะเทศนาอบรมและพาให้ทำสมาธิกันเป็นประจำ

             ทัศนคติของเรา
             เราเข้ามาในอินโดนีเซียได้เห็นปูชนียวัตถุอันมีลักษณะเป็นศาสนาประสมกันแล้ว อดที่จะเกิดความสลดสังเวชไม่ได้  พร้อมทั้งหวนระลึกถึงเมืองไทยของเรา เราปฏิเสธอนุสาวรีย์ และปูชนียสถานไม่ได้ว่าเป็นของไม่มีค่ามหาศาล ดูแต่ชาวอินโดนีเซียซิพระสงฆ์และคัมภีร์พุทธศาสนาก็ไม่ทราบว่าหายสาบสูญไปจากอินโดนีเซียแต่เมื่อไร   ไม่มีใครทราบเลย    ฮินดูยิ่งแล้วใหญ่ไม่มีพระเลยมีแต่ปูชนียวัตถุและคัมภีร์เท่านั้น ด้วยความยึดมั่นในศาสนวัตถุปูชนียสถานแท้ๆ   ที่ยังมีชาวอินโดนีเซียเหลือนับถือพุทธศาสนาอยู่  ๑๐ กว่าล้านคนในจำนวนพลเมือง ๑๑๓ ล้านคน แล้วทำไมนะคนเราจะต่างคนต่างอยู่ไม่ได้เทียวหรือ ทำไมจึงต้องอิจฉาทำลายล้างผลาญซึ่งกันและกันอันมิใช่หน้าที่ของตน ทำไมมนุษย์เราจึงหน้ามืดด้วยกิเลสตัณหา ไม่เห็นใจคนอื่นประเทศอื่นเขาบ้างเลย  การเสียเอกราชของชาติย่อมหมายถึงเสียสิทธิเสรีและอธิปไตยทั้งหมด   อินโดนีเซียไม่ทราบว่าได้เสียเอกราชให้แก่ชาวมุสลิมแต่เมื่อไร  ไม่เคยมีประวัติกล่าวไว้ด้วย  เพราะหนังสือประวัติต่างๆ เขาเผาทิ้งหมด มาทราบเอาบ้างก็ตอนฮอลันดามาปกครองอยู่  ๓๐๐ กว่าปีนี่เอง   ถึงกระนั้นก็ตามหนังสือและคัมภีร์ต่างๆ ที่เกี่ยวถึงประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียนั้น  ฮอลันดาก็เก็บเอาไปหมด  ชาวอินโดนีเซียจึงไม่ผิดอะไรกับเขาจับไก่มาถอนขนแล้วปล่อยมิหนำซ้ำปูชนียสถานต่างๆ ซึ่งสร้างมาด้วยศรัทธา (ตามประวัติว่าสร้างอยู่ ๙๐ ปี)   ตามที่ดูก้อนหินต่างๆ แล้วแสดงว่ายังไม่เรียบร้อยดีเลย   ซึ่งคนในอีกล้านปีข้างหน้าหากจะสร้างด้วยเงินก็ไม่มีวันจะทำได้สำเร็จ   หินล้วนๆ แท้ๆ ไม่มีจิตใจจะไปโกรธแค้นใคร    ยังไม่พ้นน้ำมือของอสุรกายไปทำลายจนได้แล้วทำเช่นนั้นมันจะได้อะไรแก่ผู้ทำเล่า นอกจากชาวโลกรุ่นหลังๆ อีกกี่ร้อยกี่พันปีมาเห็นเข้าแล้ว  ทั้งๆ ที่มิใช่ประเทศของเขาและเขาก็ไม่เห็นหน้าและทราบชื่อผู้กระทำนั้นต่างก็พากันสาปแช่งไม่ให้มาผุดมาเกิดเห็นโลกนี้อีกต่อไป     โลกนี้จึงเป็นของที่น่าเบื่อหน่ายหนักหนา
             เมื่อหวนระลึกถึงเมืองไทยประเทศไทยแล้ว  ปูชนียวัตถุในพุทธศาสนายิ่งมีค่ามากกว่าที่อินโดนีเซียเสียอีก     ถึงอินโดนีเซียจะมีปูชนียวัตถุเป็นของใหญ่โตน่ามหัศจรรย์สักเท่าไหร่ก็ตาม     แต่ก็ยังไม่เป็นทัศนียสถานเหมือนโบสถ์วิหารในเมืองไทยเรา      ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่จะมีปูชนียสถานอันน่าเลื่อมใสยิ่งไปกว่าเมืองไทยเรา  เราเชื่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยว่า   ถ้าหากคนไทยศึกษาให้เข้าใจในความหมายของพุทธศาสนาที่แท้จริงแล้วยอมปฏิบัติตามให้ถูกต้อง    ลัทธิและการเมืองใดเล่าในโลกนี้จะมาทำลายพุทธศาสนาให้สูญสิ้นไปจากเมืองไทยได้ย่อมไม่มี      ขณะที่เราไปตระเวนอยู่ในอินโดนีเซีย      เจ้าคุณสุรีวรญาณ      และพระครูธรรมธรสมบัติ พระสุธัมโมเป็นผู้รับรองทั้งเป็นมัคคุเทศก์ด้วยโดยตลอด  เจ้าคุณวิธูรธรรมาภรณ์ไม่อยู่  ไปกรุงเทพฯ ยังไม่กลับ เมื่อไปเห็นร่องรอยและความเลื่อมใสอันฝังลึกเข้าถึงจิตใจของชาวอินโดนีเซียในตัวของเจ้าคุณวิธูรฯ แล้ว ทำให้เราเกิดความเลื่อมใสและเห็นความสามารถของท่านมากๆ   เด็กๆ   ตัวเล็กๆ    เมื่อเอ่ยชื่อถึงท่านเจ้าคุณวิธูรฯ แล้วจะรู้จักกันทั้งนั้น  ท่านเป็นพระที่ยอมเสียสละและอดทนอย่างยอมพลีชีพ เพื่อบูชาพระศาสนาจริงๆ นับว่าเป็นกำลังใหญ่สำคัญแก่สมเด็จพระญาณสังวร      และพระสงฆ์ไทยในการไปเผยแพร่พุทธศาสนาในอินโดนีเซียมาก หลายศตวรรษมาแล้วนับแต่พระสงฆ์ไทยได้ออกไปเผยแพร่พุทธศาสนาในต่างประเทศ        หลังจากเจ้าคุณพระอุบาลีสมัยกรุงศรีอยุธยาได้นำคณะสงฆ์ไทย ๑๕ รูป  ออกไปเผยแพร่พุทธศาสนาในศรีลังกาแล้ว  ก็เห็นจะมีครั้งนี้กระมังที่เอากันจริงจัง  แล้วก็ปรากฏเห็นผลเป็นที่น่าพอใจมาก  แต่เป็นที่น่าเสียดาย  รู้สึกว่าหาพระผู้จะเป็นเช่นอย่างเจ้าคุณวิธูรฯ นี้มีน้อย   ถ้าหาได้มากๆ รูปหน่อยก็จะเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนา   และแก่นานาชาติซึ่งเขากำลังต้องการอยู่มากในเวลานี้  ผู้ให้เมื่อมีของต้องการอยู่ก็ควรให้เขา ในเมื่อเขาอยากได้มิใช่หรือ  หรือพระสงฆ์ไทยเรามีจำนวนเป็นแสนๆ พากันเป็นพระจนไม่มีอะไรจะเอาไปแจกจ่ายเขาแล้วอย่างนั้นหรือ ?
             เวลานี้ชาวอินโดนีเซียพากันตื่นตัวขะมักเขม้นฟื้นฟูพุทธศาสนากันอย่างเอาเป็นเอาตายกันทีเดียว    ดังจะเห็นได้จากเมื่อมีบุคคลบางกลุ่มกีดกันไม่ให้เจ้าคุณวิธูรฯ กลับไปอินโดนีเซียอีก ชาวพุทธเขาพร้อมกันต่อต้านเอาหัวชนเสาเลย ทุกระแหงแม้ตามชนบทบ้านนอก ถึงแม้จะไม่มีพระเป็นผู้นำเขา เขาก็นำกันเอง โดยมีหัวหน้าซึ่งเขาตั้งกันขึ้นเองเรียกว่า บัณฑิตตะ  แนะนำชักชวนให้เข้ามาเป็นพุทธมามกะเป็นกลุ่มๆ แล้วตั้งชื่อให้ว่าพุทธสมาคม   แล้วชาวอินโดนีเซียยังเชื่อมั่นฝังอยู่ในใจของทุกๆ คนว่า พ.ศ. ๒๕๒๐ นี้    พุทธศาสนาในอินโดนีเซียจะฟื้นฟูกลับคืนมาอีกวาระหนึ่ง
             มีเรื่องเล่าไว้ว่า  อินโดนีเซียรุ่งโรจน์ด้วยพุทธศาสนา  มีเอกราชอธิปไตยของตนเองมานานแสนนาน  จะด้วยเหตุผลอันใดก็ไม่ทราบได้  เจ้าผู้เป็นใหญ่ในเมืองโมโจเคอร์โต   ซึ่งเป็นศูนย์กลางของราชวงศ์มิชะปาหะโต ที่กลับใจไปนับถืออิสลามแล้วก็ประกาศให้ชาวเมืองนับถือด้วย มีแต่พระราชบุตรองค์เดียวที่ใจแข็ง ยอมสละชีวิตไม่ยอมนับถือศาสนาอิสลามหนีเข้าป่าเลย ก่อนจะหนีเข้าป่ายังได้ประกาศออกมาอย่างเด็ดเดี่ยวว่าอีก ๕๐๐ ปีข้างหน้าจะกลับคืนมาฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินโดนีเซียให้รุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่ง      แล้วก็นับมาจากนั้นมาถึง พ.ศ. ๒๕๒๐ ครบถ้วน ๕๐๐ ปีพอดี  ฉะนั้นชาวอินโดนีเซียจึงเชื่อมั่นตามคำพยากรณ์ของพระราชบุตรองค์นั้นว่า    พุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๐  นี้แน่นอน
             เราอยากขออ้อนวอนเจ้ากูผู้มีเมตตา  ได้แผ่ความเมตตาไปในทิศอินโดนีเซียบ้างเถิด  เพื่อเป็นการบูชาพระพุทธศาสนาสนองพระมหากรุณาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

                                back to top

 

 


                      ๓๓.๔ ความรู้สึกในการไปต่างประเทศ

  

 

             หลังจากที่ตระเวนไปตามเมืองต่างๆ สิงคโปร์  ๓ ครั้ง  ออสเตรเลียและอินโดนีเซีย  แล้วเราก็กลับมาถึงกรุงเทพฯ  ในวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๒๐  เป็นเวลารวมทั้งสิ้นสองเดือนเศษ
             แม้จะเป็นระยะเวลาสั้น    แต่ก็ได้ประโยชน์เกินกว่าที่คาดหมายไว้มาก    ที่สิงคโปร์และออสเตรเลียมีผู้สนใจศึกษาธรรมะอย่างจริงจังจำนวนไม่น้อย ส่วนในอินโดนีเซียยิ่งมีผู้สนใจศาสนาพุทธมากขึ้นไปอีก เมื่อเราไปอบรมเพิ่มเติมก็ยิ่งมีความกระตือรือร้นมากขึ้น เราไปเห็นแล้วก็น่าสงสาร แม้จะมีคนสอนน้อย แต่กระนั้นการปฏิบัติของเขาก็เป็นไปโดยส่วนมาก
             การอบรมธรรมะเราได้เขียนไว้แล้วในหนังสือ   'ปุจฉาวิสัชนา ธรรมะในต่างประเทศ'    ส่วนรายละเอียดของการเดินทางก็ได้เล่าเอาไว้แล้วใน   'ประวัติชีวิตการไปต่างประเทศ'   ท่านผู้สนใจอาจหาอ่านได้ตามใจ
             ทุเรียนมีเปลือกหนา  หนามคม   ก็เพื่อรักษาเนื้อในของมันไว้  ท่านที่ต้องการรับประทานจงค่อยพลิกหาที่ต่อระหว่างพูของมันฉีกออก   ท่านคงได้รับประทานและรู้จักรสอันโอชะสมหวัง   ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้   มีอะไรบ้างที่ดีแล้ว  ถูกแล้วหมดทุกประการ  นอกจากคนฉลาดผู้มีปัญญาจะรู้จักฝึกฝนอบรมตนเองให้ดีและถูกต้องเท่านั้น
             มนุษย์เราทุกเพศทุกวัยและทุกชาติภาษา แม้ตลอดถึงสัตว์ทุกจำพวกคงไม่มีใครสักคนเดียวที่จะปฏิเสธว่า  เขาเหล่านั้นไม่ต้องการความสุขเพื่อตนเอง  แล้วต่างก็เกลียดความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น   ฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้งสองประการนี้แล  มนุษย์ชาวโลกตลอดถึงสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย   จึงได้พากันดิ้นรนกระเสือกกระสน   เพื่อหาหนทางให้พ้นจากทุกข์ที่ตนเกลียด  แล้วให้ได้มาซึ่งความสุขที่ตนต้องการนั้น
             การดิ้นรนที่ว่านี่แหละบางทีมันก็ออกมาในรูปการพัฒนาด้านต่างๆ พร้อมกันไปในตัว แต่การพัฒนาที่ว่านี้ถึงแม้จะเป็นการพัฒนาด้วยเหตุผลก็จริงแล   ถ้าพิจารณาให้ดีๆ  จะเห็นว่ามันเจริญไปด้านหนึ่งของมัน   แต่อีกด้านหนึ่งมันกลับให้เสื่อมลงๆ   ความทุกข์เป็นคุณมหาศาลแก่การพัฒนา    (คือทำให้เกิดความฉลาดเพื่อเอาตนรอด)  แต่พร้อมกันนั้นมันก็ได้นำเอาความทุกข์เดือดร้อนมาปล่อยไว้ให้แก่โลกนี้เป็นอเนกประการ   เราเมื่อก่อนไม่เคยไปเมืองนอกเมืองนากับเขา นอกจากเช้ามาแจวเรือข้ามแม่น้ำโขงไปฉันที่นครเวียงจันทน์ของลาว แล้วก็กลับมาจำวัด  ที่วัดเท่านั้น   ครั้งนี้แก่จวนจะเข้าโลงอยู่แล้วบังเอิญได้ไปเที่ยวเมืองนอกกับเขา   เมื่อไปแล้วก็ไม่เห็นความสนุกตื่นเต้นอะไร  นอกจากจะได้ไปเห็นข้อเท็จจริงความเป็นอยู่เป็นไปของมนุษย์เราตลอดถึงสัตว์ทั่วๆ ไปในแต่ละประเทศ ก็มีสภาพเช่นเดียวกันกับประเทศของเรา และประเทศลาวที่ได้ไปเห็นมาแล้ว จะผิดแผกกันบ้างเล็กน้อยก็ที่รสนิยมของแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ ข้อใหญ่ก็ลงจุดเดียวกัน คือ  เกลียดทุกข์ดิ้นรนเพื่อให้ตนได้พ้นไปจากทุกข์
             ฉะนั้นในเมื่อคนเราไม่ต้องการทุกข์   สัตว์จำพวกอื่นก็เช่นเดียวกัน   แต่เมื่อเกิดมาอยู่ในวงล้อมของสิ่งสองประการนี้แล้วจึงควรคำนึงถึงวิถีชีวิตของตนๆ   สามประการดังจะกล่าวต่อไปนี้  ซึ่งทุกๆ คนจะต้องดำเนินให้ถูกต้องเป็นธรรม ถ้าหากเราไม่เข้าใจในวิถีชีวิตและดำเนินไม่ถูกต้องเป็นธรรมแล้ว ผลที่ได้รับนอกจากจะไม่นำความสุขมาให้แก่ตนเองและคนอื่นแล้ว ยังจะต้องเพิ่มทวีความทุกข์เดือดร้อนให้แก่ตน และคนอื่นอีกด้วย
             ทุกคนทั้งผู้มีอำนาจมีความฉลาดรู้ดี  และคนมีคนจนพากันพูดเสียงเดียวกันหมด ในเมื่อพูดถึงความดีของศีลธรรมอันดีงามว่า 'สังคมมันพาไป'   เมื่อรู้ว่าสังคมมันเลวแล้ว  และเราคนหนึ่งมิใช่หรือที่มีส่วนในสังคมนั้น  แล้วทำไมแต่ละคนจึงไม่ช่วยกันคิดแก้ไขหรือต้านทานสังคมนั้นไว้บ้าง แล้วพากันเอาสังคมที่ดีๆ มีประโยชน์มาใช้เสียสังคมมันจะได้ดีขึ้น
             ครอบครัวก็ดี  สังคมก็ดี  และอาชีพก็ดี   ทั้งสามอย่างนี้จะดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่นและเรียบร้อยเป็นสุขแล้ว  ต้องดำเนินให้ถูกต้องตามหลักฆารวาสธรรม  (คิหิปฏิบัติ)  ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้   ถ้าหาไม่แล้วจะไร้ค่านำมาแต่ความเดือดร้อนเป็นทุกข์โดยส่วนเดียว  ศีลธรรมเครื่องนำโลกให้เกิดความสุข   ประเทศชาติบ้านเมืองใดก็ตามจะเจริญก้าวหน้าในด้านวัตถุก็ดี    หรือในด้านบริหาร  จะเป็นระบอบและลัทธิใดก็ตาม  หากขาดหลักศีลธรรมดังว่านี้แล้ว  จะหาความสุขทางใจให้สมบูรณ์ได้ยาก   ธรรมคือการไม่ประพฤติชั่วของแต่ละคนก็ดี   และแต่ละคนต่างก็กลัวต่อความไม่ดีด้วยกันแล้วนั่นแล  คือความเจริญที่แท้จริงของครอบครัวและของสังคม  ตลอดถึงอาชีพและประเทศชาติเป็นที่สุด
             การเดินทางครั้งนี้  พล.อ.ท.ชู สุทธิโชติ กรรมการผู้จัดการบริษัท การบินไทย จำกัด  ได้ช่วยเป็นธุระ จัดทำเรื่องการเดินทางให้เรียบร้อยทุกอย่าง  นับตั้งแต่การทำหนังสือเดินทาง  วีซ่า  ตั๋วเครื่องบินเป็นต้นไป  แล้วยังติดตามไปส่งจนถึงสิงคโปร์ (และอินโดนีเซียในตอนหลัง)  เมื่อตนเองไม่สามารถจะไปด้วยได้ตลอด  ก็ยังอุตส่าห์ติดต่อส่งข่าวไปยังสาขาต่างๆ ที่สิงคโปร์ ซิดนีย์ จาการ์ตา และบาหลี ตลอดจนเจ้าหน้าที่ประจำเรือบินให้การต้อนรับและให้ความสะดวกเป็นอย่างดียิ่ง  โดยเฉพาะที่จาการ์ตา  ซึ่งมีคุณสุทธิพร  กรรณสูต  เป็นผู้จัดการ   เธอและภรรยา (คุณติ๊ก) ยังได้เป็นธุระช่วยเหลือเรื่องที่พักและการเดินทางภาคพื้นดินไปเมืองต่างๆ อีกด้วย   จึงขอจารึกน้ำใจและบุญคุณของ พล.อ.ท.ชู และคุณสุภาพ สุทธิโชติ พร้อมทั้งขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ของบริษัทการบินไทยทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่ได้เอื้อเฟื้อคณะของเราไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย
             เมื่อกลับมาแล้วประมาณ ๒ เดือน  ชาวสิงคโปร์ได้นิมนต์กลับไปอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อให้ดูที่เขาอยากสร้างวัดเพื่ออบรมกัมมัฏฐานได้ไปดูที่ประมาณ ๑๐ แห่ง   แต่ไม่มีที่แห่งใดเหมาะที่จะสร้างวัดได้  การที่ไม่ได้ก็ดีเหมือนกัน  ถ้ามีการสร้างวัดขึ้นมาจะต้องเป็นกังวลอีก   เพราะสร้างแล้วก็จะต้องเป็นภาระมีธุระคอยดูแล

             

 

                                back to top