๒๘. พรรษา ๒๙ - ๔๑ จำพรรษาที่ภูเก็ต (พ.ศ. ๒๔๙๔ - ๒๕๐๖)

                                    ๒๘.๑ ความวิตกกังวลของเรากลายมาเป็นความจริงขึ้น

 


๒๘. พรรษา ๒๙ - ๔๑ จำพรรษาที่ภูเก็ต (พ.ศ. ๒๔๙๔ - ๒๕๐๖)

  

 

           พอดีวันตรุษจีนในแล้งนั้น   คุณนายหลุยวุ้น  ภรรยาหลวงอนุภาษภูเก็ตการ  นายเหมืองเจ้าฟ้ามานิมนต์ให้เข้าไปภูเก็ต  เราพร้อมด้วยพระมหาปิ่น  และพระเณรอีกรวม ๔ รูปด้วยกัน พวกเราได้รอจังหวะและแสวงหาที่ตั้งสำนักอยู่จนกว่าจะสำเร็จ  เราได้ย้อนมาโคกกลอยที่เราจำพรรษาอีก ให้พระมหาปิ่นดูแลการก่อสร้างจนเสร็จ เราจึงไปจำพรรษา  ปีนี้พวกเราอยู่จำพรรษารวมกันมีพระ ๔ รูป สามเณร ๑ รูป ได้ที่เชิงเขาโต๊ะแซะ  ข้างศาลากลางจังหวัดเป็นที่จำพรรษา  เบื้องต้นการก่อสร้างทำเป็นเรือนจากห้องเล็กๆ พอหมดกลดหมดมุ้ง   เว้นแต่กุฏิสมภารค่อยใหญ่หน่อย เราได้ทำลงที่ป่าหญ้าคาอันหนาทึบ อยู่บนเชิงเขาโต๊ะแซะข้างหลังศาลยุติธรรมภูเก็ต ซึ่งคุณนายแขไปตกลงขอซื้อกับเจ้าของคือนายบวร   พ่อค้าแร่ ๔ ไร่   เป็นราคา ๑,๐๐๐ บาท   เดิมที่นี้เป็นสวนมะพร้าวของเศรษฐีเก่าแต่ร้างไปนานแล้ว นายบวรรับซื้อไว้ทำเหมืองแร่ต่อ ผลที่สุดแร่ก็ไม่มีจึงขายให้คุณนายแข แต่คุณนายแขได้ซื้อไว้น้อยไป  เราจึงได้ซื้อเพิ่มเติมอีก ๔ ไร่เป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ที่นี้เดิมเป็นป่าหญ้าคาหนาทึบ  มีสัตว์ร้ายต่างๆ เช่น เสือโคร่ง เสือดำ กวาง เก้ง หมูป่า และลิง เราทำกุฏิเล็ก ๆ และบริเวณก็แคบพอปัดกวาดรอบได้ แล้วก็ทำทางพอเดินไปหากัน กลางคืนเราเปิดกุฏิออกมาจะเดินไปหากัน เสือกระโดดเข้าป่าโครม บางทีพากันนั่งฉันน้ำร้อนตอนเย็น ๆ เสียงร้องตะกุย ๆ ออกมาจากป่าแทบจะเห็นตัวเลย กลางวันแสก ๆ ยังตะครุบเอาสุนัขเอาแมวไปกินก็มี ดีว่าเสือเหล่านี้ไม่อาละวาด  เสือก็อยู่ตามเรื่องของเสือ คนก็อยู่ตามเรื่องของคน  เสียงเสือโคร่งร้องคนเมืองภูเก็ตนี้ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไป เราเคยเที่ยวป่ามามากแล้ว เสือมันร้องจะทำเสียงเช่นไรเรารู้เรื่องของมันหมด พวกเราได้อยู่เกาะภูเก็ตตลอดเวลา ๑๕ ปี    ไม่เคยได้กลับจำพรรษาในเขตพังงาอีกเลย      แต่พังงาตลอดถึงกระบี่ในสามจังหวัดนี้  อยู่ในคุ้มครองของเราทั้งหมด  เปรียบเหมือนกับวัดเดียวกัน  มีกติกาข้อวัตรแนวปฏิบัติระเบียบอันเดียวกันทั้งหมด  พระเณรรูปไหนไม่ว่าอยู่ ณ สำนักใดก็ตาม  หากขัดข้องต้องประสงค์สิ่งใดในสิ่งที่จำเป็น   ใครมีอะไรก็เฉลี่ยแบ่งปันสงเคราะห์กันตามมีตามได้  มีงานในสำนักไหนก็พร้อมใจพร้อมแรงกันทำด้วยความสามัคคี  หากจะมีปัจจัยลาภเกิดขึ้นก็พร้อมกันมอบถวายไว้เพื่อบำรุงในสำนักนั้นๆ ต่อไป   ปัจจัยเขาถวายเฉพาะส่วนตัวก็พากันเก็บไว้เป็นกองกลาง   เราเป็นอุปัชฌาย์เขาถวายส่วนตัวเรามอบถวายไว้เป็นกองกลางยังถูกเขาต่อว่าเลย       แต่พวกเราก็มิได้มีความเดือดร้อนเพราะไม่มีเงินในกระเป๋าเลย  ญาติโยมเขาเอาใจใส่ดูแลปฏิบัติพวกเราอย่างดีเลิศ ขาดเกินอะไรแม้แต่ค่ารถไฟไปมาเขาก็พากันจัดการให้เรียบร้อยทั้งนั้น   เรื่องเหล่านี้ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว  นับแต่เราบวชมาที่จะได้รับความสะดวกเหมือนครั้งนี้  พวกเราจึงขอขอบพระคุณชาวภูเก็ต - พังงาที่ได้อุปัฏฐากพวกเราไว้ ณ ที่นี้ด้วย
           ในช่วงระยะที่เราเข้ามาอยู่เกาะภูเก็ตนี้   เราพยายามสร้างแต่ความดีทั้งเพื่อตนแลส่วนรวม  ได้ติดต่อกับเจ้าคณะท้องถิ่นทุกๆ รูป  และท่านเหล่านั้นก็ให้ความเอื้อเฟื้อแก่พวกเราเป็นอย่างดียิ่ง มีธุรกิจการงานอะไรเกิดขึ้นก็เคยได้ร่วมกันปรึกษาหารือกันบ่อยๆ และเข้าใจกันดี  เข้าพรรษาเราได้พากันปรึกษาหารือกันบ่อยๆ และเข้าใจกันดี  เข้าพรรษาเราได้พาคณะของเราไปถวายเครื่องสักการะแก่พระเถระทั่วทุกๆ รูป ทุกๆ ปีไม่เคยขาด  ไม่เหมือนที่พังงา   แม้ที่พังงาก็มีบางคนส่งข่าวมาบอกเราว่า    เขาไม่พากันรังเกียจคณะของเราดอก   เขาเกลียดเฉพาะพระมหาปิ่นรูปเดียวเท่านั้น เห็นจะเป็นเพราะพระมหาปิ่นเธอพูดโฮกฮากโปงปางโผงผางลืมตัว เมื่อมีคนยอเข้าก็ได้ใจ คนแบบนั้นถือไม่ได้ดอก  เข้าตำราภาษาอีสานว่า  ใครถือคนชนิดนั้นจะไม่มีช้อนซดน้ำแกง
           ส่วนด้านญาติโยม พวกเราที่อุตส่าห์พยายามอบรมสั่งสอนให้รู้จักขนบธรรมเนียมในทางพุทธศาสนา แล้วก็ทำเป็นตัวอย่างให้ดูตลอดถึงสอนให้รักษาอุโบสถ ไม่ใช่แต่ในพรรษา นอกพรรษาก็ให้รักษาด้วย สนับสนุนพระที่ท่านสอนเป็นทุนไว้ก่อนแล้วให้มั่นคงยิ่งๆ ขึ้น    ซ้ำพวกเรายังได้ฝึกอบรมภาวนาทำสมาธิทุกๆ คืน   จนทำให้เขาเหล่านั้นได้ผลเป็นที่ประจักษ์แก่ตนเองตามกำลังศรัทธาของตน ๆ อีกด้วย
           อนึ่งหมู่เพื่อนทางอีสานที่เป็นคณะเดียวกัน     ก็ได้พากันทยอยติดตามเราลงไปมากขึ้นเป็นลำดับ     ส่วนกุลบุตรในท้องถิ่นก็เกิดมีศรัทธาพากันมาอุปสมบทเรื่อยๆ     คณะธรรมยุตทางปักษ์ใต้ผู้มีใจสมัครรักใคร่ในทางปฏิบัติก็พากันมาอบรมด้วยเป็นอันมาก แล้วก็ได้ขยายสำนักออกไปถึงจังหวัดกระบี่ รวมทั้งสามจังหวัดนี้มีสำนักที่พวกเราไปอยู่จำพรรษา ๑๑ สำนักด้วยกัน ปีหนึ่งๆ ในพรรษามีพระเณรรวมทั้งหมดเฉลี่ยแล้วร้อยกว่ารูป มากกว่าพระเณรในเขตอำเภอเมืองภูเก็ตเมื่อปีเราไปอยู่ครั้งแรกอีกเท่าตัว  เมื่อมีพรรคพวกมากขึ้น   เราได้จัดให้มีการศึกษานักธรรมเปิดสอนประจำในสำนักของใครของมัน ถึงเวลาสอบแล้วจึงมารวมกันสอบ ปีแรกเราได้ให้ไปสอบที่สำนักวัดมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช  ปีต่อมาเราได้ขออนุญาตเปิดสอบขึ้นที่วัดเจริญสมณกิจภูเก็ตเอง มีนักเรียนทั้งสามชั้นเข้าสอบรวมไม่น้อยกว่า  ๖๐  รูปทุกๆ ปี    แล้วก็สอบได้คะแนนดีเสียด้วย     จนมหามกุฏราชวิทยาลัยยกฐานะให้เป็นชั้นโท  เราเห็นคุณค่าในกิจการพระพุทธศาสนาที่มีทั้งปริยัติและปฏิบัติควบคู่กันไป  จึงได้ดำเนินตามแนวนั้นสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้
           พวกเราได้ต่อสู้กับอุปสรรคนานาประการเป็นเวลานานถึง ๑๕ ปี เพื่อบำเพ็ญศาสนกิจอันเป็นประโยชน์แก่ตนและประโยชน์ส่วนรวม   เพื่อฉลองความต้องการของญาติโยมชาวภูเก็ต - พังงา  อันมีพระคุณแก่พวกเราเป็นอันมาก    อย่างน้อยเขาเหล่านั้นก็ได้ดูโฉมหน้าตาอันแท้จริงของพระคณะธรรมยุตและคณะศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ  นัยว่าพระคณะธรรมยุตเคยมาเพื่อจะตั้งรกรากลงที่ภูเก็ตนี้ตั้งหลายครั้งแล้วแต่ไม่เป็นผล  อนึ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องชื่อนามของท่านอาจารย์มั่นละ   แม้แต่ลูกศิษย์ของท่านก็ไม่เคยกล้ำกรายเข้ามาในภูเก็ตนี้เลย คณะของพวกเราเข้ามาตั้งสำนักจนก่อสร้างให้เป็นวัดถาวรลงได้นี้  นับว่าเป็นประวัติการณ์ของคณะธรรมยุตและของเกาะภูเก็ตทีเดียว  แล้วเราก็ภูมิใจว่า  เราได้ทำการใช้หนี้สินชาวภูเก็ต - พังงา ผู้ไม่เรียกร้องเอาหนี้คืนแล้ว

 

 
                                        back   to top

 


                     ๒๘.๑ ความวิตกกังวลของเรากลายมาเป็นความจริงขึ้น

  

 

           ความวิตกของเราเรื่องบริหารหมู่คณะดังกล่าวมาแล้วในบท  ๒๖.๑   กลายมาเป็นความจริงขึ้น   กล่าวคือ ก่อนจะไปปักษ์ใต้เราได้ติดต่อพระผู้ใหญ่ทางกรุงเทพฯ ให้ท่านได้รู้จักไว้  แล้วเราก็ได้ลงไปทางปักษ์ใต้ทำความรู้จักกับเจ้าคณะทุกๆ องค์ จนได้เข้าไปอยู่เกาะภูเก็ต แท้จริงเกาะภูเก็ตนี้เป็นที่เลื่องลือโด่งดังมาแต่ก่อนนัก ใครไปอยู่แล้วจะต้องร่ำรวยมาก เราไปอยู่ยังมีคนโจษจันกันว่าเรานั้นร่ำรวยอย่างมหาศาล ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่  เราอยู่เกาะภูเก็ต ๑๕ ปี ไม่มีอะไรเลย ปัจจัยลาภได้มาทุกสตางค์แลทุกๆ องค์ก็เก็บไว้กองกลางและก่อสร้างหมด  เสนาสนะก็มีไม่กี่หลัง  เรามาอยู่ทางอีสานไม่ถึง ๑๐ ปี  เสนาสนะนับหลังไม่ถ้วน  อุโบสถก็เรียบร้อย  ศาลาการเปรียญสองชั้นก็เสร็จ
           ทั้งนี้เรามิได้เหยียดหยามดูถูกชาวภูเก็ต พังงา   เพื่อแก้ความกังขาที่ว่าเรารวยนั้นต่างหาก  คนชาวภูเก็ต พังงา  ปฏิบัติพวกเราดีเลิศดังกล่าวแล้ว  ไม่มีที่ไหนจะปฏิบัติดีเท่าเลย ส่วนวัดเขาไม่นิยมสร้าง มันก็ดีเหมือนกันเพราะสร้างหรูหรามากไม่ดีเป็นกังวล ไปไหนมาไหนเป็นห่วง
           เราหนีจากเกาะภูเก็ตไม่มีอะไรเป็นห่วง   น่าสงสารแต่ชาวบ้านที่ได้เคยปฏิบัติพวกเราเท่านั้น   เราหนีมาแล้วได้มอบเงินแสนกว่าบาทให้พระครูสถิตบุญญารักษ์ (บุญ) เธอได้ทำการก่อสร้างอุโบสถ อยู่ ๔ - ๕ ปี จึงสำเร็จเป็นประวัติการณ์อีกเหมือนกัน  พระที่ภูเก็ต พังงา  ที่จะมาสร้างอุโบสถบนไหล่เขาที่ต้องพังลงมาให้ราบ  แล้วจึงทำเป็นอุโบสถได้เช่นนี้  และสร้างเพียง ๔ - ๕ ปีสำเร็จไม่มี
           อนึ่ง คณะของเราเข้ามาอยู่เกาะภูเก็ตนี้  เป็นเหตุให้พระผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ  ตลอดจนสาธุชนทั่วไปสนใจในคณะของเรามากขึ้น  แต่ส่วนตัวเราแล้วไม่มีอะไร เฉยๆ อุปสรรคต่างๆ ดังกล่าวมาแล้วก็เป็นธรรมดา เราเคยผ่านมาแล้วนับไม่ถ้วน
            ในขณะนั้น   วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ในกรุงเทพมหานครกำลังตั้งกัมมัฏฐานแบบพม่า    ยุบหนอพองหนอ  โฆษณาออกแบบแพร่กันมาก  แต่มิได้ออกป่า อยู่ตามบ้านตามวัด มีคนได้ขั้นได้ชั้นกันก็มาก บางคนถึงกับตัวแข็งทื่อไม่รู้สึกเลยก็มี   ในขณะเดียวกันนั้น  วัดราชประดิษฐ์  วัดบวรนิเวศวิหารและวัดอื่นๆ  ก็ตั้งคณะของลูกศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ปฏิบัติมานานกว่า ๕๐ ปีแล้ว แต่ไม่เคยออกโฆษณาเลย เมื่อเสียงโฆษณาจากฝ่ายหนึ่ง  อีกฝ่ายหนึ่งไม่โฆษณา  ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องดังไปตามกัน แต่ดังไม่มีเสียง  จะได้ดังต่อไปนี้คือ
            เมื่อ  พ.ศ. ๒๔๙๔      เจ้าคณะภาค (ธรรมยุต)    ได้อาราธนาให้พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม    ไปอบรมกัมมัฏฐานแก่พุทธบริษัทชาวเมืองเพชรบุรี  เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๙๕  ขอสมณศักดิ์พระครูญาณวิศิษฏ์ให้พระอาจารย์สิงห์  พร้อมกันนี้ก็ได้ขอให้เราอีกองค์ แต่เรานั้นได้ตกไปเพราะเรายังไม่มีสำนักเป็นที่อยู่ถูกต้องพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
            เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๖ แต่งตั้งให้เราเป็นพระอุปัชฌาย์ พร้อมกันนี้ก็ได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะอำเภอภูเก็ต - พังงา - กระบี่ (ธรรมยุต)
          เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๘  ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูนิโรธรังสี
          เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๙ ให้รักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด (ธรรมยุต) ในจังหวัดภูเก็ต - พังงา - กระบี่  อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย  พร้อมกันนี้ก็ให้เป็น ผู้อำนวยการศึกษาธรรมในสามจังหวัดนั้นด้วย
          เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญ ฝ่ายวิปัสสนา ที่พระนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาจารย์  พร้อมกับพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม  พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์  และพระอาจารย์ลี ธัมมธโร พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย
          เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๗  ตั้งให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดในสามจังหวัดนั้น
          เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๘   ได้ขอลาออกจากเจ้าคณะทั้งสองตำแหน่งเป็นกิตติมศักดิ์สมณศักดิ์

            อาจนับได้ว่าเป็นประวัติการณ์      พระฝ่ายวิปัสสนาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ     รองจากเจ้าคุณวิปัสสนาโกศลเถระ  วัดภาษีเจริญ  แต่ก่อนมีแต่ชื่อ  ตัวจริงไม่มี  ดังเราจะเห็นได้จากชื่อพระราชาคณะผู้ใหญ่  มีสมัญญาห้อยท้ายว่า  ฝ่ายอรัญญวาสี  เป็นต้น
            ต่อจากนั้นมาคณะคณาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานที่เป็นลูกศิษย์สายของพระอาจารย์มั่น   ก็มีผู้ได้รับสมณศักดิ์เรื่อยๆ มาหลายรูป  เรื่องสมณศักดิ์ของพระคณะกัมมัฏฐานนี้เราไม่อยากให้มี เพราะมันไม่สมดุลกันโดยเฉพาะคณะลูกศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ  เราเคยได้มีหนังสือส่วนตัวคัดค้านพระผู้ใหญ่แล้วและต่อหน้าท่านเราก็เคยคัดค้านโดยอ้างสิ่งที่ควรแลไม่ควร  อุปมาเหมือนเอาเครื่องเพชรไปแขวนไว้ที่คอของลิง   มันจะมีความรู้สึกอะไร  แต่นี้ก็เป็นความเห็นส่วนตัวของเราอีก  แต่มันไม่แน่เหมือนกัน ลิงบางตัวเมื่อถูกแต่งด้วยเครื่องเพชรเข้ามันอาจเข้าใจว่าตัวเป็นมนุษย์ไปก็ได้  แต่ผลที่สุดท่านก็ขอร้องเพื่อประโยชน์แก่การบริหารคณะสงฆ์ส่วนรวมจนได้
            เราเกิดมาในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้   ย่อมมีสิทธิเสรีอยู่ได้โดยชอบ   แต่ทุกๆ คนจะมีอยู่ในเพศภูมิและฐานะมีจนใดๆ  ก็ตาม   โลกธรรมย่อมครอบงำถึงด้วยกันทั้งนั้น  เว้นแต่เราจะรับเอาโลกธรรมนั้นมาไว้เป็นเจ้าแห่งหัวใจของเราหรือไม่เท่านั้นเอง  เราใช้โลกธรรมให้เป็นประโยชน์ก็ดีเหมือนกัน   เมื่อก่อนหมู่เพื่อนและใครๆ เห็นเราแล้วดูเหมือนเราเป็นหลวงตาคนป่าคนหนึ่งอย่างนั้นแหละ  แต่เราก็ชอบเป็นหลวงตาคนป่านั้นด้วย    แต่พอเราได้มีตำแหน่งและได้รับสมณศักดิ์แล้ว   มาเดี๋ยวนี้ใครๆ เห็นเข้าแล้วเรียกออกชื่อทักทายเชื้อเชิญในที่ทุกสถาน  แม้เราต้องการจะติดต่องานอะไรก็คล่องตัว  ฉะนั้น สมณศักดิ์จึงเพิ่มภาระและเป็นเกียรติแก่เรามากขึ้น     เราจึงไม่เห็นสมควรแก่พระผู้ต้องการความสงบอยู่ป่าเลย
            เราเข้ามาอยู่เกาะภูเก็ต ๒ - ๓ ปีแรกก็ดีดอก  สุขภาพก็พอเป็นไป  แต่ปีต่อๆ  มาโรคขอบเราไม่ค่อยถูกกับอากาศเสียเลย  มันเป็นธรรมดาโรคนักเที่ยวของเรา  อยู่ไหน  สุขภาพจะดีปกติไม่เกิน ๓ ปี   ต่อนั้นไปแล้วจะเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปเลย แล้วในใจของเราก็มิได้ตั้งใจจะอยู่ ณ ที่ภูเก็ตนี้ตลอดไป เราเคยได้บอกเรื่องนี้กับหมู่เพื่อนและญาติโยมไว้แต่ปีมาอยู่ทีแรกแล้ว แต่เราก็อยู่มาได้นานถึง ๑๕ ปี   เพราะการขอร้องของพระผู้ใหญ่และญาติโยมแท้ๆ
            มาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗  เราได้ขออำลาชาวภูเก็ต - พังงา - กระบี่   ด้วยความสงสารในน้ำตาอันนองหน้าของเขาเหล่านั้น  พร้อมด้วยสำนักต่างๆ   ที่พวกเราได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจ   โดยได้ใช้พัสดุและทรัพย์ของชาวปักษ์ใต้ก่อสร้างเป็นถาวรวัตถุทั้งปวง      มอบให้เป็นมรดกแก่ชาวปักษ์ใต้ทั้งหมด พร้อมด้วยตำแหน่งอันมีเกียรติของเราด้วย พวกเราจึงขอให้ชาวปักษ์ใต้ที่ได้อุปถัมภ์ค้ำจุนพวกเราทุกๆ คน  จงประสบแต่ความสุขความเจริญภิญโญยิ่งด้วยยศ  ลาภ  อายุ  วรรณะ  สุขะ   สมบูรณ์ทุก ๆ คนเถิด
            อนึ่ง  วัดและสำนักต่างๆ  ขอจงจิรังถาวรเจริญรุ่งเรืองเพื่อปรโยชน์แก่คนส่วนรวมเถิด


 

                               back to top