๒๗. พรรษา ๒๘ จำพรรษาที่โคกกลอย จังหวัดพังงา (พ.ศ. ๒๔๙๓)

  

 

            ผลที่สุดพวกญาติโยมที่เคารพนับถือพวกเราก็จัดเสนาสนะให้พวกเราอยู่จำพรรษาจนได้  ในปีนี้พระเณรได้ติดตามเราไปด้วยราว ๑๕ รูป  รวมทั้งอยู่ก่อนแล้วเป็น ๑๘ รูป  แล้วก็แยกกันอยู่สามแห่งด้วยกันคือ  ที่ตะกั่วทุ่ง ๑ แห่ง ท้ายเหมือง ๑ แห่ง  และที่โคกกลอยที่เราอยู่ที่นี่อีก ๑ แห่ง ในพรรษานี้นอกจากคลื่นบนผิวน้ำจะกระทบอยู่ตลอดเวลาแล้ว  ยังมีคลื่นใต้น้ำมากระทบกระหน่ำอีกด้วย   นั่นคือคณะธรรมยุตด้วยกันนี่เองเอะอะเอาว่าพวกเราไม่มีธรรมวินัยเป็นเครื่องดำเนินปฏิบัติ    ผิดนอกแบบแผนตำราไม่ทำอุโบสถสังฆกรรมในโบสถ์   ใครอยากเป็นพระอรหันต์ไปหาอาจารย์เทสก์โน่น   (อาจจะเป็นการประชดลูกศิษย์ที่หนีมาหาเราก็ได้    เพราะพระทางปักษ์ใต้ออกพรรษาแล้วหาผู้อยู่เฝ้าวัดยาก)   หากจะเป็นความเห็นเช่นนั้นจริงถ้าเป็นพระนวกะบวชใหม่ไร้การศึกษาก็ไม่เห็นแปลกอะไรแต่ถ้าเป็นพระที่มีพรรษาและมีการศึกษาพอควรแล้วน่าเห็นใจ   เพราะท่านมีแต่ภาคศึกษาไม่ได้ปฏิบัติ  ส่วนเราได้ปฏิบัติตามมาเป็นอาจิณตั้งแต่อุปสมบทพรรษาแรก
            เรื่องที่เขาไม่ยอมให้พวกเราอยู่จำพรรษายังไม่ยุติ   ทราบว่าเรื่องได้ขึ้นไปถึงกรรมการศาสนาในทำนองฟ้องว่า  พวกเราเป็นพระจรจัดมาทำให้บ้านเมืองวุ่นวายแตกร้าวสามัคคี แล้วมีคำสั่งมาให้บันทึกหนังสือสุทธิพวกเราเพื่อจะสอบสวนข้อเท็จจริง     แต่ศึกษาธิการจังหวัดไม่กล้ามาด้วยตนเอง     ได้ใช้ให้ศึกษาธิการอำเภอมาขอบันทึก     เมื่อเราถามหาหนังสือคำสั่งไม่มี     เราจึงไม่ให้บันทึกแล้วได้ชี้แจงระเบียบบริหารการคณะสงฆ์ให้เขาทราบโดยถ้วนถี่   เมื่อเขากลับไปแล้วไม่ทราบว่าเขาทำอย่างไรกันเราก็ไม่ทราบ   ทราบภายหลังว่าเจ้าคณะภาคมีหนังสือมาเทศนาให้เจ้าคณะจังหวัดและผู้ว่าการจังหวัดฟังกัณฑ์เบ้อเร่อ  เรื่องที่เล่ามานี้เป็นเพียงเอกเทศของประสบการณ์ปีแรกที่เข้าไปอยู่ในเขตจังหวัดพังงา ถ้าจะเล่าทั้งหมดก็กลัวผู้อ่านจะเบื่อเรื่องขี้หมูขี้ราแห้ง คนเราเกิดมาในโลกนี้  ไม่ว่าใครจะทำอะไร  ไม่ว่าดีหรือชั่ว  จะเป็นไปเพื่อความเสื่อมหรือเจริญก็ตาม จำต้องมีอุปสรรคด้วยกันทั้งนั้น   ที่จะสำเร็จตามเป้าหมายได้   อยู่ที่ความรอบคอบอดทน หาเหตุผลมาแก้ไข  ถ้าหาไม่แล้วก็จะไม่บรรลุได้เลย  แล้วก็เป็นกำลังใจในอันที่จะทำสิ่งนั้นๆ ให้บรรลุผลรวดเร็วเข้าอีกด้วย โดยเฉพาะพระคณะธรรมยุตไม่ว่าจะเป็นอยู่ ณ ที่ไหน ทำอะไรล้วนแต่มีอุปสรรคทั้งนั้น แล้วก็สำเร็จตามเป้าหมายโดยมาก  เราเลยอยากจะนำเอานิทานเรื่องสุนัขจิ้งจอก  กับลูกแกะมาสาธกไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า   เฮ้ย มึงทำไมมาท่องน้ำของกูให้ขุ่นเล่า  ลูกแกะ นาย ข้าไม่ได้ทำน้ำของนายให้ขุ่นดอก ข้าเดินอยู่ใต้น้ำต่างหาก สุนัขจิ้งจอก เถอะน่า ถึงเอ็งไม่ได้ทำน้ำของข้าให้ขุ่น พ่อของเอ็งก็ทำผิดไว้กับข้ามาแล้วหนักหนา  ว่าแล้วก็ตะครุบเอาแกะไปกินเป็นอาหาร   เอวัง
            ออกพรรษาแล้วเราเริ่มสร้างกุฏิสมภารหนึ่งหลัง เป็นเรือนไม้แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี