๒๖. พรรษา ๒๖ - ๒๗ จำพรรษาที่เขาน้อย ท่าแฉลบ จังหวัดจันทบุรี (พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๒๔๙๒)

                                     ๒๖.๑ ความวิตกของผู้คิดมาก

                                     ๒๖.๒ เข้าไปเกาะภูเก็ตครั้งแรกและผจญภัยอย่างร้ายแรง

 


๒๖. พรรษา ๒๖ - ๒๗ จำพรรษาที่เขาน้อย ท่าแฉลบ

จังหวัดจันทบุรี (พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๒๔๙๒)


  

 

            ภูเขาลูกนี้ก่อนที่เราจะไปอยู่ เราได้ภาพนิมิตแล้วตั้งแต่อยู่วัดอรัญญวาสี อำเภอท่าบ่อ แต่เราก็ไม่ยักเชื่อว่ามันจะมีเช่นนั้น อนึ่งภูเขาลูกนี้มันไม่น่าจะวิเวกเลย เพราะเป็นภูเขาเล็กๆ อยู่กลางทุ่งมีหมู่บ้านอยู่รอบเชิงเขา แต่เป็นที่แปลกใจมาก ๆ  ไม่ว่าใครจะเป็นพระเป็นเณรหรือแม้แต่คฤหัสถ์ชาวบ้าน  เมื่อมาอบรมภาวนา ณ ที่นั้นแล้วจะได้รับผลเป็นที่น่าอัศจรรย์ทุกๆ  คนไปไม่มากก็น้อยตามกำลังของตนๆ  ที่น่าแปลกที่สุดก็คือ   มีตาแก่คนหนึ่งอายุ ๗๐ กว่าปีแล้ว อาศัยเขาอยู่ แกเป็นนักดื่มเมาเป๋ตลอดวัน เขาจ้างให้แกไปอุปัฏฐากพระประจำ ให้เดือนละ ๕๐ บาท แกไม่ยอม พอเราไปอยู่แกเกิดศรัทธาเลื่อมใสไม่ต้องจ้าง  แกมาภาวนากัมมัฏฐานเกิดภาพนิมิตให้เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจละสุราเข้ามารักษาอุโบสถได้   ชาวบ้านใครๆ ก็นิยมนับถือแก  เข้าบ้านใคร ร้านไหน  เขาให้อาหารแกกินฟรี ๆ ไม่ต้องซื้อ แกยิ่งเห็นอานิสงส์มากขึ้นและปฏิบัติพระตลอดมา ที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือ คนใบ้ที่ท่าแฉลบนั้นเองนี่ก็อาศัยอยู่กับเขาเหมือนกัน เราได้สอนภาษาใบ้ให้เขารักษาอุโบสถและภาวนาจนเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจของเขา แล้วเขาได้สอนคนอื่นด้วยภาษาใบ้ให้เห็นโทษของการดื่มสุรา  เขาภาวนาอยู่ที่บ้านยังสว่างเห็นตัวของเราที่อยู่วัดเลย    เวลานี้คนคนนี้ได้ข่าวว่ายังมีชีวิตอยู่   แล้วก็ได้สร้างวัดเฉพาะส่วนตัวอยู่   ได้นิมนต์พระไปอยู่และปฏิบัติด้วยตนเองด้วย
            ส่วนตัวของเราเองก็รู้สึกแปลกมาก   คือค้นธรรมที่ไม่เคยคิดและรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้  ลำดับอุบายและแนวปฏิบัติได้ละเอียดถี่ถ้วน  จนวางแนวปฏิบัติได้อย่างเชื่อตนเอง   จึงได้เขียนหนังสือส่องทางสมถะวิปัสสนาเป็นเล่มแรก       เราอยู่บำเพ็ญเพียร  ณ  ที่นั้นสองพรรษาตามที่เราได้กำหนดเอาไว้พอดี พรรษาสองออกพรรษาแล้วได้ข่าวการอาพาธของท่านอาจารย์มั่น  เราจึงจากเขาน้อยไปด้วยการระลึกถึงคุณของเขาลูกนี้อย่างยิ่ง    เราได้ไปเยี่ยมอาการไข้ของท่านอาจารย์มั่นจนท่านมรณภาพ   แล้วทำฌาปนกิจศพของท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราไม่ได้กลับไปอีกทั้งๆ ที่มีผู้ปวารณาจะให้อุปการะแก่เราอย่างดียิ่งถ้ากลับไปอีก เป็นแต่ได้ส่งพระไปรอท่าด้วยความไม่แน่นอนของเรา

 

 

                              back to top

 


                     ๒๖.๑ ความวิตกของผู้คิดมาก

  

 

            หลังจากฌาปนกิจศพของท่านอาจารย์มั่นแล้ว   เรามารำพึงถึงหมู่คณะว่า    เมื่อก่อนเรามีหมู่คณะยังไม่มาก  และยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้คนกว้างขวาง  อนึ่งพระผู้ใหญ่ที่เป็นร่มเงา  เช่น  เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท)   ก็ยังมีเป็นที่พึ่งอาศัยอยู่   หากมีเรื่องเกี่ยวข้องทางคณะสงฆ์ท่านก็รับเอาเป็นภาระเสีย    เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว  เจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส)  ก็รับภาระแทน   เมื่อท่านนั้นมรณภาพไปแล้ว   ท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตตเถระ   ก็เป็นที่รู้จักและเคารพนับถือของพระผู้ใหญ่เป็นอันมาก    เวลานี้ท่านอาจารย์มั่นก็มามรณภาพไปเสียแล้ว       คงยังเหลือแต่พวกเราในคณะของพวกเรานี้ก็ไม่กี่องค์ที่พระผู้ใหญ่รู้จัก และจะรับเอาภาระของหมู่คณะอย่างจริงจัง   ต่อไปนี้พระคณะลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่นก็นับวันแต่จะเป็นที่รู้จักของคนเป็นอันมาก  (แต่เรามันโง่ไปหารู้ไม่ว่าท่านที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ ณ บัดนี้ต่อไปท่านก็จะเป็นพระผู้ใหญ่ และมีความสามารถด้วยกันทั้งนั้น   ความวิตกนี้มันอาจจะเลอะเลือนไปก็ได้)      อย่าเลยถ้ากระนั้นเราจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หากมีโอกาสจะได้สังสรรค์กับพระผู้ใหญ่  เพื่อฟังมติและอุบายของท่านเหล่านั้นว่า   ท่านจะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างในหมู่คณะของพวกเรา     เราได้ออกเดินมาพักที่วัดบ้านจิก  อุดรฯ   เมื่อเราได้มาพักรวมกันกับอาจารย์อ่อน ญาณสิริ  พักวัดทิพยรัตน์ที่อุดรฯ  ท่านอาจารย์อ่อนเข้าใจว่า  เราหนีหมู่คณะเอาตัวรอด เราชี้แจงข้อเท็จจริงให้ท่านฟังทุกประการ  ท่านจึงเข้าใจความหมายของเรา  อนึ่งในพรรษานี้ได้ทราบว่าท่านอ่อนเองก็ได้ไปจำพรรษาที่ถ้ำเขาย้อย   จังหวัดเพชรบุรีเหมือนกัน   ไม่ทราบว่าท่านจะเข้าใจในคำพูดของเราอย่างไรก็ไม่ทราบ เมื่อเราเข้าไปกรุงเทพฯ  แล้วก็ได้มีโอกาสเข้าไปกราบนมัสการพระเถระหลายรูป แล้วก็ได้รู้และเข้าใจในทัศนะของท่านแต่ละรูปที่มีต่อคณะของพวกเราพอสมควร อันเป็นเหตุให้เรามั่นใจในตัวของตนเองและหมู่คณะเป็นอย่างดี     แต่เรายังต้องการอยากจะชมปฏิปทาและแนวปฏิบัติของสำนักที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ    เช่น   ที่ราชบุรีและเพชรบุรี เป็นต้น เราจึงได้ออกเดินทางไปขอพักเพื่อศึกษาในสำนักนั้นๆ จนกระทั่งถึงจังหวัดสงขลา ขณะนั้นพระขุนศิริเตโชดม (อำพัน) ซึ่งเคยเป็นอดีตนายอำเภอ แล้วก็เคยอยู่ด้วยเรามาแล้ว  เธอไปเผยแพร่พระธรรมปฏิบัติทางภูเก็ต พังงา   ภายหลังมีพระมหาปิ่น ชลิโต (พระครูวิโรจน์ธรรมาจารย์)  เป็นชาวนครปฐมซึ่งไม่ใช่คณะของเราไปช่วยประโคมเข้าอีกหนึ่งแรง ทำให้ผู้คนตื่นเต้นแลเอิกเกริกจนเลยขอบเขต เป็นเหตุให้เกิดความแตกร้าวเป็นกลุ่ม  เป็นก๊ก  พระมหาปิ่นคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่และหมู่ก็ไม่มี   เมื่อเธอได้ทราบข่าวว่าเรามาอยู่ที่สงขลา เธอจึงได้ไปขอร้องให้คณะของเราไปช่วยแก้ไขสถานการณ์


 

                              back to top

 


                     ๒๖.๒ เข้าไปเกาะภูเก็ตครั้งแรกและผจญภัยอย่างร้ายแรง

  

 

            เกาะภูเก็ตสมัยนั้น         ในมโนภาพของคนโดยมากเข้าใจว่าเป็นดินแดนอยู่โดดเดี่ยวและสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรเป็นอันมาก   มีเศรษฐีเต็มไปหมดทั้งเกาะ   อนึ่งคนในเกาะนี้นอกจากนักธุรกิจแล้วอาจไม่ค่อยได้เห็นโลกภายนอกนัก  ความจริงแล้วมีส่วนถูกต้องราว ๓๐ % เพราะการคมนาคมก็ยังไม่สะดวก โดยมากข้ามไปเกาะภูเก็ตโดยทางเรือ  เรายังจำได้เราข้ามไปเกาะภูเก็ตครั้งแรกไปเครื่องบิน ขึ้นจากสงขลาไปลงภูเก็ต  เที่ยวบินที่เราไปมีพวกเราพระสองรูปกับฆารวาสหนึ่งคนเท่านั้น เมื่อส่งเราแล้วขากลับจากภูเก็ตมาลงสงขลามีคนโดยสารคนเดียวแท้ๆ   อนึ่งกรรมกรคนอีสานก็ยังมีไม่กี่คน     คนแถบนั้นพากันกลัวคนอีสานเหมือนกับกลัวยักษ์กลัวเสืออย่างนั้นแหละ  เพราะเขาได้ข่าวเล่าลือกันต่อๆ มาว่าคนอีสานใจดำอำมหิตโหดร้าย  จับเด็กๆ ฆ่ากินเป็นอาหาร หลังจากเราเข้าไปแล้วได้หนึ่งปี     กรรมกรอีสานพากันแห่เข้าไปเป็นหมู่     แล้วก็เดินตามหลังกันตามถนนยาวเหยียดเลย  คนในเมืองพากันมองดูตาตั้งเทียว ส่วนคนที่อยู่ริมเมืองตลอดบ้านนอกเห็นเข้าแล้วพากันวิ่งเข้าบ้าน ถ้าอยู่ป่าก็วิ่งหัวซุกหัวซุนเข้าป่าเลย  นี่เราก็ไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองดอก แต่คนเขามาเล่าสู่ฟัง ด้านความมีความจนคนไทยเราทุกภาคก็เห็นจะไม่เกินกันถึง  ๕% กระมัง   คนเรามีมากใช้มากมีน้อยใช้น้อยที่น่าสงสารคนภูเก็ตมากที่สุดก็คือ   คนจนอยากจะทำตนให้เทียมคนมีคนรวยนี่ซี  มันแย่หน่อย
            เราเข้าไปอยู่เกาะภูเก็ตครั้งแรก นอกจากจะไม่มีความตื่นเต้นอะไรแล้ว  ยังไปผจญกับภัยแม่ต่อแม่แตนอีกด้วย  นั่นคือยังเหลืออีกราว ๑๐ กว่าวันจะเข้าพรรษา  ได้มีผู้คนพร้อมด้วยพระคณะหนึ่งเขารวมหัวกันกีดกันไม่ยอมให้พวกเราอยู่  หาวิธีกีดกันด้วยประการต่างๆ ถึงกับเอาไฟไปเผาเสนาสนะบ้าง  ใส่ยาเบื่อบ้าง เอาก้อนอิฐปาบ้าง  ห้ามมิให้คนตักบาตรให้กินบ้าง บางทีพวกเราออกบิณฑบาตเดินตรงใส่จะชนเอาบ้าง  เราเป็นอาคันตุกะมาอยู่ในถิ่นเขา   ต้องของ้องอนเขาได้เข้าไปหาหัวหน้าเขา  ร้องขออยู่จำพรรษาในถิ่นนี้สักพรรษาบ้าง เพราะจวนจะเข้าพรรษาแล้ว   ท่านไม่ยอมแลหาว่าเราเป็นพระจรจัดไปโน่นอีกด้วย  เราได้ชี้แจงและอ้างเหตุผลอย่างไร ๆ ให้ท่านฟังก็ยืนกรานไม่ให้อยู่ท่าเดียว สุดท้ายท่านบอกว่าผู้ใหญ่ท่านไม่ให้อยู่ (หมายถึงผู้ใหญ่ทางกรุงเทพฯ) เราก็เลยบอกท่านตรงๆ เลยว่า  เมื่อผู้ใหญ่ท่านมี  ผู้ใหญ่ผมก็มีเหมือนกัน   ภายหลังได้ทราบว่าท้าทายอย่างหนักเลย บอกว่า   ถ้าพระคณะธรรมยุตอยู่จำพรรษาที่ภูเก็ต - พังงาได้  จะยอมนุ่งกางเกงเอาเสียเลย  ฟังดูแล้วน่ากลัวจัง

 

 

                              back to top