๒๕. พรรษา ๑๗ - ๒๕ จำพรรษาที่วัดอรัญญวาสี ท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย (พ.ศ. ๒๔๘๒ - ๙๐)

  

 

             ก่อนจะกลับเราได้ไปกราบนมัสการลาท่านอาจารย์มั่น    ซึ่งได้จำพรรษาอยู่ ณ ที่วัดเจดีย์หลวง   จังหวัดเชียงใหม่     ตามคำขอร้องของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เช่นเดียวกัน     แล้วเราได้อาราธนาให้ท่านกลับภาคอีสานอีกวาระหนึ่ง   คือก่อนเข้าพรรษาเราได้อาราธนาท่านครั้งหนึ่งแล้ว   ท่านก็ปรารภว่า    เจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ก็มีหนังสือมานิมนต์เหมือนกัน  แท้จริงเราได้เคยทาบทามท่านเห็นมีทีท่าท่านจะกลับ เราจึงได้มีหนังสือแนะให้เจ้าคุณพระธรรมเจดีย์มีหนังสือมานิมนต์ท่าน   เมื่อเราย้ำว่า  แล้วท่านอาจารย์จะกลับไหม  ท่านบอกว่า   ดูกาลก่อน  แล้วกราบเรียนท่านว่า  ผมขอลากลับละ เพราะมาหาวิเวกทางนี้ก็เป็นเวลานานพอสมควร จะดีชั่วขนาดไหนก็พอจะพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว
             แล้วเราก็ได้มีจดหมายเรียนท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์อีกฉบับหนึ่ง   การเดินทางกลับครั้งนี้เขาให้เด็กคนหนึ่งมาเป็นเพื่อน  ส่วนท่านอ่อนสียังอยู่ติดตามท่านอาจารย์มั่นต่อไป   เมื่อกลับมาถึงท่าบ่อ  จังหวัดหนองคายแล้ว  เราตั้งใจจะอบรมหมู่เพื่อนให้เคร่งในด้านปฏิบัติ  แต่ก็ทำมาได้ราว ๓ - ๔ ปี ได้ผลราว ๒๐ - ๓๐% ควบคู่กันไป  พร้อมกันนี้เราได้นำหมู่ไหว้พระสวดมนต์ประจำ  หลังจากไหว้พระสวดมนต์แล้ว ได้ซ้อมสวดมนต์ทั้งมคธสังโยคและร้อยแก้วทั้งปาฏิโมกข์ก็สวดต่อท้ายสวดมนต์ประจำ เราผลิตนักสวดได้มากทีเดียว เราเห็นคุณประโยชน์ประจักษ์แล้วจึงได้ทำเช่นนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้
             อนึ่งขณะเราได้กลับมาอยู่วัดอรัญญวาสีได้  ๒  พรรษา  คือระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๕    เราได้พาลูกหลานญาติโยมไปสร้างสำนักขึ้นที่ตะวันตก  บ้านกลางใหญ่ ยังเป็นสำนักถาวรมีพระเณรอยู่จำพรรษาตลอดมาทุกปีมิได้ขาดจนกระทั่งทุกวันนี้   ปัจจุบันมีชื่อว่า  วัดนิโรธรังสี  ในระยะนี้ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์กำลังสนใจในกัมมัฏฐานและในตัวของท่านอาจารย์มั่นมาก  แท้จริงเจ้าคุณธรรมเจดีย์เมื่อเป็นสามเณรก่อนจะไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ  ก็เคยเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เสาร์   ท่านอาจารย์มั่นมาก่อนแล้ว  แต่ไม่ได้สนใจในธรรมปฏิบัติ หลังจากนั้นมาก็เห็นจะเป็นครั้งผูกพัทธสีมาวัดโพธิสมภรณ์นั้นกระมังที่ท่านได้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์ทั้งสอง  มาตอนนี้ท่านสนใจมากถึงกับถามปฏิปทาและนิสัยใจคอของท่านอาจารย์ทั้งสองกับเราเสมอ บางครั้งยังให้เราแสดงธรรมที่ได้ยินได้ฟังมาจากท่านทั้งสองให้ฟังอีกด้วย    เมื่อเรานำเอาธรรมของท่านอาจารย์มาแสดงรู้สึกว่าท่านตั้งใจฟังโดยความเคารพสงบนิ่งอย่างน่านับถือมาก   ภายหลังท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ได้ให้อาจารย์อุ่น ธัมมธโร   ไปนิมนต์ท่านอาจารย์มั่นที่เชียงใหม่  แต่ก็ไม่เป็นผล  ไปเล่าเรื่องฉันเจ (มังสวิรัติ)  ให้ท่านฟังจนเป็นเหตุให้หมู่คณะทะเลาะแตกแยกกัน   ท่านอาจารย์มั่นบอกว่า  พระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่ทะเลาะกันเพราะเรื่องกินเรื่องขี้ดอก  อะไรพวกเราจะมาทะเลาะกันเพราะเรื่องพรรค์นี้   เมื่อเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ฯ ลงไปกรุงเทพ ฯ ด้วยกิจคณะสงฆ์  พอเสร็จแล้วท่านจึงเลยไปเชียงใหม่แล้วนิมนต์ด้วยตนเอง  ท่านอาจารย์มั่นบอกว่า  เออ! อย่างนี้ซิ  นิมนต์ด้วยหนังสือใหญ่ (คือนิมนต์ด้วยตนเอง)
             เรามีโอกาสได้จำพรรษาที่วัดอรัญญวาสีท่าบ่อ  เป็นเวลานานครั้งแรกถึง ๙ ปี   เป็นประวัติการณ์ในชีวิตของการบวชมา  เมื่อก่อนเราไม่สนใจในการก่อสร้างเพราะถือว่าเป็นเรื่องยุ่ง   และไม่ใช่กิจของสมณะ  ผู้บวชจำต้องประพฤติเฉพาะสมณกิจเท่านั้น   เมื่อเราได้มาอยู่ ณ ที่วัดนี้แล้ว    มองดูเสนาสนะที่อยู่อาศัยล้วนแล้วแต่เป็นมรดกของครูบาอาจารย์ได้ทำไว้ให้เราอยู่ทั้งนั้น         แล้วมาคิดค้นถึงพระวินัยบางข้อ        ท่านอนุญาตให้บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะได้แล้วเกิดความละอายแก่ใจว่า เรามานอนกินของเก่าเฝ้าสมบัติเดิมของครูบาอาจารย์แท้ๆ ต่อจากนั้นจึงได้เริ่มพาญาติโยมทำการก่อสร้างมาจนกระทั่งบัดนี้   แต่ถึงกระนั้นก็ตามไม่ว่า ณ  ที่ใดๆ เราไม่เคยทำการเรี่ยไรมาก่อสร้างเลย ละอายแก่ใจมาก  มีก็ทำ  ไม่มีก็ไม่ทำ  แล้วก็ไม่ยอมติดในงาน ถึงงานไม่เสร็จ เมื่อทุนไม่มีเราทิ้งได้โดยไม่มีเยื่อใยเลย   เรามาอยู่ ณ ที่นี่ได้พาญาติโยมทำการก่อสร้างกุฏิใหม่สองหลัง  และศาลาการเปรียญหนึ่งหลัง แล้วก็หลังเล็กๆ อีกหลายหลัง  จำเดิมแต่เราออกเที่ยวรุกขมูลมาไม่เคยจำพรรษาที่เก่าถึง  ๓  ปีสักทีเพิ่งมาอยู่นานที่ท่าบ่อนี่เอง    จะเป็นเพราะเราอยู่นานหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ภายหลังโรคเส้นประสาทของเรากำเริบ        แต่เราก็กัดฟันอดทนอยู่มาเพื่อหวังประโยชน์แก่หมู่คณะซึ่งต้องการอยากจะศึกษาในธรรมปฏิบัติ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านเกต (พี่ชาย) ได้มาอยู่จำพรรษาด้วย แล้วท่านได้มามรณภาพเสียในกลางพรรษานั้นเองด้วยโรคไส้ติ่ง  แต่อุปสมบทมาท่านมีพรรษาได้ ๑๔ พรรษา อายุ ๔๘ ปี ท่านเกต (พี่ชายคนติดกัน)  นับแต่บวชมาไม่เคยจำพรรษาด้วยกันสักที  ปีนี้ได้มาอยู่ด้วยกัน ดูเหมือนจะเทพนิมิตสังหรณ์อะไรไม่ทราบ  พอมาอยู่ด้วยเราก็ไม่ได้เทศนาสั่งสอนญาติโยมอะไร  ให้อยู่ภาวนาทำความเพียรสบาย ๆ ในพรรษานี้ เราเป็นโรคประสาทอย่างร้ายแรง    ขนาดเทศนาอบรมญาติโยมอยู่บนธรรมาสน์   ไม่รู้ตัวเลยว่าเราพูดอะไรต่ออะไร แต่ก็พูดได้  เมื่อพูดจบแล้วถามญาติโยมผู้ฟังว่า  เราพูดอะไร ได้ความไหม  เขาก็ตอบว่า ได้ความดีอย่างเดิมไม่ผิดแปลกอะไร
             วันหนึ่งเราได้นิมิตฝันว่า  เรากับท่านเกต (พี่ชาย)  ได้เดินรุกขมูลไปในป่าด้วยกัน  ไปถึงลำธารแห่งหนึ่งได้พากันเดินตามลำธารนั้นไป  น้ำไม่ลึกเพียงสะเอว แต่เดินไปก็ไม่ปรากฏผ้าเปียก เราเห็นน้ำใสจืดสนิทดีอยากวักมาบ้วนปากดู  จึงเอามือวักใส่ปากอมแล้วก็พ่นทิ้ง  โอ้โฮ  ที่ไหนได้ฟันในปากของเราหลุดออกมากับน้ำ ตื่นขึ้นมานึกว่าเป็นจริง พอคลำดูในปากจึงรู้ว่าเป็นความฝัน เราไม่ค่อยเชื่อความฝันว่ามันเป็นจริงเป็นจัง ฝันเพราะเรารักษาจิตไม่ได้มันกวัดแกว่งหลับไป   มันจึงฝันไปตามอารมณ์ของมัน  ถ้าเรารักษาสติให้ดีแล้วจะไม่มีฝันเลย  ถึงแม้ฝันก็รู้ตัวว่าเราฝันอยู่ แต่ลุกไม่ได้เพราะกายยังไม่เคลื่อนไหวเมื่อกายเคลื่อนไหวแล้วจึงลุกขึ้นได้ จิตไม่มีหลับ ที่ฝันคือจิตมันไม่หลับ  มันส่งส่ายนั่นเอง
             เมื่อเราไม่เชื่อในความฝัน  คราวนี้นิมิตมาปรากฏให้เห็นด้วยตาใน (คือใจ) ก่อนถึงเดือนสิบเพ็ญซึ่งเขานิยมทำบุญกันตามประเพณี  เรียกว่าบุญข้าวสลากภัต  เราได้ป่วยล่วงหน้ามาก่อน ๔ - ๕ วันแล้ว  ดังกล่าวมาข้างต้น   คราวนี้เป็นหนักมากลุกไม่ได้    ลุกขึ้นก็อาเจียน    นอนหลับตาอยู่พอลืมตามองเห็นท้องฟ้า    มีเมฆเคลื่อนผ่านพระอาทิตย์ ก็เจ็บนัยน์ตาทำให้อาเจียน วันนั้นพอดีเป็นวันพระเราลงเทศน์ไม่ได้ เขาจึงนิมนต์ให้ท่านเกตลงเทศน์   ท่านเทศน์อยู่ชั่วโมงครึ่งจึงจบ  ญาติโยมได้ยินแล้วพากันแปลกใจมาก ไม่นึกว่าท่านจะเทศน์ได้ถึงขนาดนั้น     พอดีรุ่งเช้าขึ้นเราก็หายจากโรคประสาท    แล้ววันนั้นเขานิมนต์เราไปประชุมในราว  ๑๑  โมงเช้ามีคนไปบอกว่าท่านเกตปวดท้องเราจึงกลับมา  เมื่อมาแล้วก็มองดูอยู่เฉยๆ ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร เพราะไม่มียา อนึ่งโรคนี้ท่านเคยเป็นมาสิบกว่าปีแล้ว  บางทีฉันยาตามมีตามได้ก็หาย  บางทีไม่มียาฉันมันก็หายเอง  มีครั้งหนึ่งไปป่วยอยู่บ้านนาสีดา (บ้านเดิม) ๕ วัน ๕ คืน นอนไม่ได้ฉันไม่ได้  เวลาจะหายเอานิ้วมือล้วงเข้าที่ทวารหนัก  มีอะไรไม่ทราบออกมาเป็นก้อนเล็ก ๆ  สามสี่ก้อนจากนั้นก็หายเลย
             ในสมัยนั้นการแพทย์แผนปัจจุบันยังเจริญไม่ทั่วถึง ปวดท้องก็หายาแก้ปวดท้องมากิน  ไม่ทราบว่าไส้ติ่งเป็นอย่างไร ถ้าปวดท้องเพราอาหารเป็นพิษหรือของแสลงหรือท้องมีลมก็หายไป ถ้าเป็นไส้ติ่งอย่างนี้ก็ไม่หาย คนตายเพราะไส้ติ่งนี้นับไม่ถ้วน    ท่านเกตปวดท้องครั้งนี้เป็นเรื่องไส้ติ่งโดยแท้และไม่มียา  เจ็บเอาเหลือจะทนดิ้นคลั่กๆ แต่ไม่เคยได้ยินเสียงร้อง  ในที่สุดพูดหลุดปากออกมาประโยคหนึ่งว่า  อดทนไม่ไหวแน่  คิดว่าเดินจงกรมมันจะสบายบ้าง   ให้พยุงขึ้นเดินจงกรม  เดินไปได้ประมาณ ๔ - ๕ ก้าวเลยอ่อนพับลง   พระเณรที่เอาไปเดินเห็นอาการดังนั้นจึงเอามานอนลงที่เดิม   เวลานั้นเราอ่อนเพลียมากเพราะดูกันเป็นเวลานานแล้ว   จึงขออนุญาตจากเพื่อนไปพักผ่อน   พอดีมีเณรไปเรียกว่า   ท่านเกตอ่อนเพลียมากสลบลงเราจึงรีบมาดู  เห็นนอนนิ่งเฉยๆ ไม่พูดอะไร  เราเตือนสติอยู่ใกล้ๆ บอกว่าได้ยินไหม  พูดว่าได้ยิน  จนเวลาราว ๒ ทุ่มจึงมรณภาพไป
             ท่านเกตเป็นคนอดทนอย่างยิ่ง  ทั้งที่ยามปกติและยามโรคกำเริบ  โรคมิใช่อย่างเดียว โรคไส้ติ่ง โรคนิ่ว และโรคมาลาเรีย   โดยเฉพาะโรคไส้ติ่งนี้   เวลามันอักเสบเป็นตั้งหลาย ๆ วันจึงจะหายแต่ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใครเลย  เวลาเป็นมาก็นอนนิ่งอยู่คนเดียว  อาหารฉันได้ก็ฉัน  ฉันไม่ได้นอนนิ่งอยู่อย่างนั้น  ปกติท่านก็ฉันน้อยอยู่แล้ว  ฉันง่ายด้วย  ฉันข้าวกับเกลือก็อยู่ได้ตั้งเป็น ๑๐ วันกว่า ๆ  ได้รับความยกย่องจากครูบาอาจารย์ทุกองค์ว่ามีความอดทนดีมาก  เราทำฌาปณกิจศพท่านแล้วออกพรรษาเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐  โยมมารดาก็มาเสียไปอีกคนหนึ่ง   ในปีนั้นเขาเป็นโรคแผลเปื่อยกันทั้งบ้านทั้งเมือง  โยมเราก็เป็นที่แข้งกับเขาบ้าง  เขาเป็นพากันรักษาหายหมด โยมเราเป็นรักษาไม่หาย ยาอะไรดีๆ เขารักษาหายเราก็ไปเอามารักษา ก็ไม่หาย เปื่อยจนกระทั่งเนื้อหนังหลุดออกยังเหลือแต่กระดูกแต่ไม่รู้สึกเจ็บ
             เราอยู่จำพรรษาที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย   โยมแม่ของเราป่วยอยู่ที่บ้านนาสีดา ตำบลกลางใหญ่ โรคที่ไม่เชื่อความฝันว่าจะเป็นจริงก็พลอยหายไปโดยฉับพลัน   ในเมื่อฝันว่าฟันหลุดออกจากปาก   พอรุ่งเช้ามาเราพยากรณ์ได้เลยว่าวันนี้เราจะต้องออกเดินทางแน่นอน กลับจากบิณฑบาตเห็นคนมารอท่าอยู่แล้ว บอกว่าโยมมารดาป่วยหนัก ใครจะหาว่าความฝันเป็นเรื่องเหลวไหลไม่เชื่อก็ตามใจ แต่เราเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ถ้าฝันว่าฟันหลุดออกจากปาก ไม่บิดาก็มารดาหรือพี่น้องคนใดคนหนึ่งจะต้องเจ็บหนักหรือถึงแก่ความตายแน่ ถ้ามิฉะนั้นก็คนใกล้ชิดสนิทคุ้นเคยกับเรา
             เราได้พยาบาลโยมมารดาด้วยธรรมโอสถและยาภายนอกจนสุดกำลัง  แต่สังขารมันแก่หง่อมเต็มที  ได้ ๘๒ ปีแล้ว เอายาอะไรมาใส่รักษามันก็ไม่ทุเลา  กินไม่ได้ มีแต่ทรุดลงๆ จนทนไม่ไหวร่วงโรยไปเหมือนใบไม้แก่ฉะนั้น  แต่ด้านจิตใจ เราได้พยาบาลรักษาให้อยู่ในความสงบอย่างยิ่ง จนวาระสุดท้ายเกือบจะไม่มีลมแล้ว เราจึงหยุดให้สติ
             เราได้ทำหน้าที่อุตมบุตรอย่างยิ่ง  ในขณะที่ปกติอยู่ท่านถือเราเสมออาจารย์คนหนึ่ง   ขัดข้องต้องการสิ่งใดปรึกษาหารือเรา    เมื่อเราออกความเห็นให้ก็ยอมรับทั้งนั้น   ยามป่วยไข้เราได้ให้สติ    บางทีถึงกับไม่ต้องรับประทานยาเลย  ก็หายด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในคำสอนของเรา  ตอนจะถึงแก่กรรมก็เหมือนกัน อาจเป็นเพราะความเชื่อมั่นในคำสอนของเราก็ได้ทำให้ไม่เจ็บแผลที่ขา