|
ก่อนจะกลับเราได้ไปกราบนมัสการลาท่านอาจารย์มั่น
ซึ่งได้จำพรรษาอยู่ ณ ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่
ตามคำขอร้องของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เช่นเดียวกัน
แล้วเราได้อาราธนาให้ท่านกลับภาคอีสานอีกวาระหนึ่ง
คือก่อนเข้าพรรษาเราได้อาราธนาท่านครั้งหนึ่งแล้ว
ท่านก็ปรารภว่า เจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ก็มีหนังสือมานิมนต์เหมือนกัน
แท้จริงเราได้เคยทาบทามท่านเห็นมีทีท่าท่านจะกลับ เราจึงได้มีหนังสือแนะให้เจ้าคุณพระธรรมเจดีย์มีหนังสือมานิมนต์ท่าน
เมื่อเราย้ำว่า แล้วท่านอาจารย์จะกลับไหม
ท่านบอกว่า ดูกาลก่อน แล้วกราบเรียนท่านว่า
ผมขอลากลับละ เพราะมาหาวิเวกทางนี้ก็เป็นเวลานานพอสมควร
จะดีชั่วขนาดไหนก็พอจะพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว
แล้วเราก็ได้มีจดหมายเรียนท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์อีกฉบับหนึ่ง
การเดินทางกลับครั้งนี้เขาให้เด็กคนหนึ่งมาเป็นเพื่อน ส่วนท่านอ่อนสียังอยู่ติดตามท่านอาจารย์มั่นต่อไป
เมื่อกลับมาถึงท่าบ่อ จังหวัดหนองคายแล้ว เราตั้งใจจะอบรมหมู่เพื่อนให้เคร่งในด้านปฏิบัติ
แต่ก็ทำมาได้ราว ๓ - ๔ ปี ได้ผลราว ๒๐ - ๓๐% ควบคู่กันไป พร้อมกันนี้เราได้นำหมู่ไหว้พระสวดมนต์ประจำ
หลังจากไหว้พระสวดมนต์แล้ว ได้ซ้อมสวดมนต์ทั้งมคธสังโยคและร้อยแก้วทั้งปาฏิโมกข์ก็สวดต่อท้ายสวดมนต์ประจำ
เราผลิตนักสวดได้มากทีเดียว เราเห็นคุณประโยชน์ประจักษ์แล้วจึงได้ทำเช่นนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้
อนึ่งขณะเราได้กลับมาอยู่วัดอรัญญวาสีได้
๒ พรรษา คือระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๕ เราได้พาลูกหลานญาติโยมไปสร้างสำนักขึ้นที่ตะวันตก
บ้านกลางใหญ่ ยังเป็นสำนักถาวรมีพระเณรอยู่จำพรรษาตลอดมาทุกปีมิได้ขาดจนกระทั่งทุกวันนี้
ปัจจุบันมีชื่อว่า วัดนิโรธรังสี
ในระยะนี้ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์กำลังสนใจในกัมมัฏฐานและในตัวของท่านอาจารย์มั่นมาก
แท้จริงเจ้าคุณธรรมเจดีย์เมื่อเป็นสามเณรก่อนจะไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ
ก็เคยเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เสาร์ ท่านอาจารย์มั่นมาก่อนแล้ว
แต่ไม่ได้สนใจในธรรมปฏิบัติ หลังจากนั้นมาก็เห็นจะเป็นครั้งผูกพัทธสีมาวัดโพธิสมภรณ์นั้นกระมังที่ท่านได้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์ทั้งสอง
มาตอนนี้ท่านสนใจมากถึงกับถามปฏิปทาและนิสัยใจคอของท่านอาจารย์ทั้งสองกับเราเสมอ
บางครั้งยังให้เราแสดงธรรมที่ได้ยินได้ฟังมาจากท่านทั้งสองให้ฟังอีกด้วย
เมื่อเรานำเอาธรรมของท่านอาจารย์มาแสดงรู้สึกว่าท่านตั้งใจฟังโดยความเคารพสงบนิ่งอย่างน่านับถือมาก
ภายหลังท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ได้ให้อาจารย์อุ่น ธัมมธโร ไปนิมนต์ท่านอาจารย์มั่นที่เชียงใหม่
แต่ก็ไม่เป็นผล ไปเล่าเรื่องฉันเจ (มังสวิรัติ) ให้ท่านฟังจนเป็นเหตุให้หมู่คณะทะเลาะแตกแยกกัน
ท่านอาจารย์มั่นบอกว่า พระอรหันต์ทั้งหลายท่านไม่ทะเลาะกันเพราะเรื่องกินเรื่องขี้ดอก
อะไรพวกเราจะมาทะเลาะกันเพราะเรื่องพรรค์นี้ เมื่อเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ฯ
ลงไปกรุงเทพ ฯ ด้วยกิจคณะสงฆ์ พอเสร็จแล้วท่านจึงเลยไปเชียงใหม่แล้วนิมนต์ด้วยตนเอง
ท่านอาจารย์มั่นบอกว่า เออ! อย่างนี้ซิ
นิมนต์ด้วยหนังสือใหญ่ (คือนิมนต์ด้วยตนเอง)
เรามีโอกาสได้จำพรรษาที่วัดอรัญญวาสีท่าบ่อ
เป็นเวลานานครั้งแรกถึง ๙ ปี เป็นประวัติการณ์ในชีวิตของการบวชมา
เมื่อก่อนเราไม่สนใจในการก่อสร้างเพราะถือว่าเป็นเรื่องยุ่ง และไม่ใช่กิจของสมณะ
ผู้บวชจำต้องประพฤติเฉพาะสมณกิจเท่านั้น เมื่อเราได้มาอยู่
ณ ที่วัดนี้แล้ว มองดูเสนาสนะที่อยู่อาศัยล้วนแล้วแต่เป็นมรดกของครูบาอาจารย์ได้ทำไว้ให้เราอยู่ทั้งนั้น
แล้วมาคิดค้นถึงพระวินัยบางข้อ
ท่านอนุญาตให้บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะได้แล้วเกิดความละอายแก่ใจว่า
เรามานอนกินของเก่าเฝ้าสมบัติเดิมของครูบาอาจารย์แท้ๆ ต่อจากนั้นจึงได้เริ่มพาญาติโยมทำการก่อสร้างมาจนกระทั่งบัดนี้
แต่ถึงกระนั้นก็ตามไม่ว่า ณ
ที่ใดๆ เราไม่เคยทำการเรี่ยไรมาก่อสร้างเลย ละอายแก่ใจมาก มีก็ทำ
ไม่มีก็ไม่ทำ แล้วก็ไม่ยอมติดในงาน ถึงงานไม่เสร็จ เมื่อทุนไม่มีเราทิ้งได้โดยไม่มีเยื่อใยเลย
เรามาอยู่ ณ ที่นี่ได้พาญาติโยมทำการก่อสร้างกุฏิใหม่สองหลัง
และศาลาการเปรียญหนึ่งหลัง แล้วก็หลังเล็กๆ อีกหลายหลัง จำเดิมแต่เราออกเที่ยวรุกขมูลมาไม่เคยจำพรรษาที่เก่าถึง
๓ ปีสักทีเพิ่งมาอยู่นานที่ท่าบ่อนี่เอง จะเป็นเพราะเราอยู่นานหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
ภายหลังโรคเส้นประสาทของเรากำเริบ แต่เราก็กัดฟันอดทนอยู่มาเพื่อหวังประโยชน์แก่หมู่คณะซึ่งต้องการอยากจะศึกษาในธรรมปฏิบัติ
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านเกต (พี่ชาย) ได้มาอยู่จำพรรษาด้วย แล้วท่านได้มามรณภาพเสียในกลางพรรษานั้นเองด้วยโรคไส้ติ่ง
แต่อุปสมบทมาท่านมีพรรษาได้ ๑๔ พรรษา อายุ ๔๘ ปี ท่านเกต (พี่ชายคนติดกัน)
นับแต่บวชมาไม่เคยจำพรรษาด้วยกันสักที ปีนี้ได้มาอยู่ด้วยกัน
ดูเหมือนจะเทพนิมิตสังหรณ์อะไรไม่ทราบ พอมาอยู่ด้วยเราก็ไม่ได้เทศนาสั่งสอนญาติโยมอะไร
ให้อยู่ภาวนาทำความเพียรสบาย ๆ ในพรรษานี้ เราเป็นโรคประสาทอย่างร้ายแรง
ขนาดเทศนาอบรมญาติโยมอยู่บนธรรมาสน์ ไม่รู้ตัวเลยว่าเราพูดอะไรต่ออะไร
แต่ก็พูดได้ เมื่อพูดจบแล้วถามญาติโยมผู้ฟังว่า เราพูดอะไร
ได้ความไหม เขาก็ตอบว่า ได้ความดีอย่างเดิมไม่ผิดแปลกอะไร
วันหนึ่งเราได้นิมิตฝันว่า
เรากับท่านเกต (พี่ชาย) ได้เดินรุกขมูลไปในป่าด้วยกัน ไปถึงลำธารแห่งหนึ่งได้พากันเดินตามลำธารนั้นไป
น้ำไม่ลึกเพียงสะเอว แต่เดินไปก็ไม่ปรากฏผ้าเปียก เราเห็นน้ำใสจืดสนิทดีอยากวักมาบ้วนปากดู
จึงเอามือวักใส่ปากอมแล้วก็พ่นทิ้ง โอ้โฮ ที่ไหนได้ฟันในปากของเราหลุดออกมากับน้ำ
ตื่นขึ้นมานึกว่าเป็นจริง พอคลำดูในปากจึงรู้ว่าเป็นความฝัน เราไม่ค่อยเชื่อความฝันว่ามันเป็นจริงเป็นจัง
ฝันเพราะเรารักษาจิตไม่ได้มันกวัดแกว่งหลับไป มันจึงฝันไปตามอารมณ์ของมัน
ถ้าเรารักษาสติให้ดีแล้วจะไม่มีฝันเลย ถึงแม้ฝันก็รู้ตัวว่าเราฝันอยู่
แต่ลุกไม่ได้เพราะกายยังไม่เคลื่อนไหวเมื่อกายเคลื่อนไหวแล้วจึงลุกขึ้นได้
จิตไม่มีหลับ ที่ฝันคือจิตมันไม่หลับ มันส่งส่ายนั่นเอง
เมื่อเราไม่เชื่อในความฝัน
คราวนี้นิมิตมาปรากฏให้เห็นด้วยตาใน (คือใจ) ก่อนถึงเดือนสิบเพ็ญซึ่งเขานิยมทำบุญกันตามประเพณี
เรียกว่าบุญข้าวสลากภัต เราได้ป่วยล่วงหน้ามาก่อน ๔ - ๕ วันแล้ว
ดังกล่าวมาข้างต้น คราวนี้เป็นหนักมากลุกไม่ได้ ลุกขึ้นก็อาเจียน
นอนหลับตาอยู่พอลืมตามองเห็นท้องฟ้า
มีเมฆเคลื่อนผ่านพระอาทิตย์ ก็เจ็บนัยน์ตาทำให้อาเจียน วันนั้นพอดีเป็นวันพระเราลงเทศน์ไม่ได้
เขาจึงนิมนต์ให้ท่านเกตลงเทศน์ ท่านเทศน์อยู่ชั่วโมงครึ่งจึงจบ
ญาติโยมได้ยินแล้วพากันแปลกใจมาก ไม่นึกว่าท่านจะเทศน์ได้ถึงขนาดนั้น
พอดีรุ่งเช้าขึ้นเราก็หายจากโรคประสาท
แล้ววันนั้นเขานิมนต์เราไปประชุมในราว ๑๑ โมงเช้ามีคนไปบอกว่าท่านเกตปวดท้องเราจึงกลับมา
เมื่อมาแล้วก็มองดูอยู่เฉยๆ ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร เพราะไม่มียา อนึ่งโรคนี้ท่านเคยเป็นมาสิบกว่าปีแล้ว
บางทีฉันยาตามมีตามได้ก็หาย บางทีไม่มียาฉันมันก็หายเอง มีครั้งหนึ่งไปป่วยอยู่บ้านนาสีดา
(บ้านเดิม) ๕ วัน ๕ คืน นอนไม่ได้ฉันไม่ได้ เวลาจะหายเอานิ้วมือล้วงเข้าที่ทวารหนัก
มีอะไรไม่ทราบออกมาเป็นก้อนเล็ก ๆ สามสี่ก้อนจากนั้นก็หายเลย
ในสมัยนั้นการแพทย์แผนปัจจุบันยังเจริญไม่ทั่วถึง
ปวดท้องก็หายาแก้ปวดท้องมากิน ไม่ทราบว่าไส้ติ่งเป็นอย่างไร ถ้าปวดท้องเพราอาหารเป็นพิษหรือของแสลงหรือท้องมีลมก็หายไป
ถ้าเป็นไส้ติ่งอย่างนี้ก็ไม่หาย คนตายเพราะไส้ติ่งนี้นับไม่ถ้วน ท่านเกตปวดท้องครั้งนี้เป็นเรื่องไส้ติ่งโดยแท้และไม่มียา เจ็บเอาเหลือจะทนดิ้นคลั่กๆ
แต่ไม่เคยได้ยินเสียงร้อง ในที่สุดพูดหลุดปากออกมาประโยคหนึ่งว่า อดทนไม่ไหวแน่
คิดว่าเดินจงกรมมันจะสบายบ้าง ให้พยุงขึ้นเดินจงกรม เดินไปได้ประมาณ
๔ - ๕ ก้าวเลยอ่อนพับลง พระเณรที่เอาไปเดินเห็นอาการดังนั้นจึงเอามานอนลงที่เดิม
เวลานั้นเราอ่อนเพลียมากเพราะดูกันเป็นเวลานานแล้ว จึงขออนุญาตจากเพื่อนไปพักผ่อน
พอดีมีเณรไปเรียกว่า ท่านเกตอ่อนเพลียมากสลบลงเราจึงรีบมาดู
เห็นนอนนิ่งเฉยๆ ไม่พูดอะไร เราเตือนสติอยู่ใกล้ๆ บอกว่าได้ยินไหม
พูดว่าได้ยิน จนเวลาราว ๒ ทุ่มจึงมรณภาพไป
ท่านเกตเป็นคนอดทนอย่างยิ่ง
ทั้งที่ยามปกติและยามโรคกำเริบ โรคมิใช่อย่างเดียว โรคไส้ติ่ง
โรคนิ่ว และโรคมาลาเรีย โดยเฉพาะโรคไส้ติ่งนี้ เวลามันอักเสบเป็นตั้งหลาย
ๆ วันจึงจะหายแต่ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใครเลย เวลาเป็นมาก็นอนนิ่งอยู่คนเดียว
อาหารฉันได้ก็ฉัน ฉันไม่ได้นอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ปกติท่านก็ฉันน้อยอยู่แล้ว
ฉันง่ายด้วย ฉันข้าวกับเกลือก็อยู่ได้ตั้งเป็น ๑๐ วันกว่า ๆ
ได้รับความยกย่องจากครูบาอาจารย์ทุกองค์ว่ามีความอดทนดีมาก
เราทำฌาปณกิจศพท่านแล้วออกพรรษาเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐ โยมมารดาก็มาเสียไปอีกคนหนึ่ง
ในปีนั้นเขาเป็นโรคแผลเปื่อยกันทั้งบ้านทั้งเมือง โยมเราก็เป็นที่แข้งกับเขาบ้าง
เขาเป็นพากันรักษาหายหมด โยมเราเป็นรักษาไม่หาย ยาอะไรดีๆ เขารักษาหายเราก็ไปเอามารักษา
ก็ไม่หาย เปื่อยจนกระทั่งเนื้อหนังหลุดออกยังเหลือแต่กระดูกแต่ไม่รู้สึกเจ็บ
เราอยู่จำพรรษาที่อำเภอท่าบ่อ
จังหวัดหนองคาย โยมแม่ของเราป่วยอยู่ที่บ้านนาสีดา ตำบลกลางใหญ่
โรคที่ไม่เชื่อความฝันว่าจะเป็นจริงก็พลอยหายไปโดยฉับพลัน ในเมื่อฝันว่าฟันหลุดออกจากปาก
พอรุ่งเช้ามาเราพยากรณ์ได้เลยว่าวันนี้เราจะต้องออกเดินทางแน่นอน
กลับจากบิณฑบาตเห็นคนมารอท่าอยู่แล้ว บอกว่าโยมมารดาป่วยหนัก ใครจะหาว่าความฝันเป็นเรื่องเหลวไหลไม่เชื่อก็ตามใจ
แต่เราเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ถ้าฝันว่าฟันหลุดออกจากปาก ไม่บิดาก็มารดาหรือพี่น้องคนใดคนหนึ่งจะต้องเจ็บหนักหรือถึงแก่ความตายแน่
ถ้ามิฉะนั้นก็คนใกล้ชิดสนิทคุ้นเคยกับเรา
เราได้พยาบาลโยมมารดาด้วยธรรมโอสถและยาภายนอกจนสุดกำลัง
แต่สังขารมันแก่หง่อมเต็มที ได้ ๘๒ ปีแล้ว เอายาอะไรมาใส่รักษามันก็ไม่ทุเลา
กินไม่ได้ มีแต่ทรุดลงๆ จนทนไม่ไหวร่วงโรยไปเหมือนใบไม้แก่ฉะนั้น แต่ด้านจิตใจ
เราได้พยาบาลรักษาให้อยู่ในความสงบอย่างยิ่ง จนวาระสุดท้ายเกือบจะไม่มีลมแล้ว
เราจึงหยุดให้สติ
เราได้ทำหน้าที่อุตมบุตรอย่างยิ่ง
ในขณะที่ปกติอยู่ท่านถือเราเสมออาจารย์คนหนึ่ง ขัดข้องต้องการสิ่งใดปรึกษาหารือเรา
เมื่อเราออกความเห็นให้ก็ยอมรับทั้งนั้น ยามป่วยไข้เราได้ให้สติ
บางทีถึงกับไม่ต้องรับประทานยาเลย ก็หายด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาในคำสอนของเรา
ตอนจะถึงแก่กรรมก็เหมือนกัน อาจเป็นเพราะความเชื่อมั่นในคำสอนของเราก็ได้ทำให้ไม่เจ็บแผลที่ขา
|