๒๓. พรรษา ๑๕ จำพรรษาที่บ้านโป่ง อำเภอแม่แตง (พ.ศ. ๒๔๘๐)

  

 

            บ้านโป่งเป็นสำนักที่ท่านอาจารย์มั่นเคยไปจำพรรษาแล้ว   เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์  (จันทร์ สิริจันโท) ก็เคยไปพักบ้านนี้   ญาติโยมนับว่าฉลาด   เข้าใจธัมมะธัมโมได้พอสมควร   ปีนี้เราจำพรรษาด้วยกัน  ๕  รูป  คือ อาจารย์บุญธรรม ๑  พระเขื่อง ๑  พระเมืองเลย ๑ (จำชื่อไม่ได้)   พระอาจารย์ชอบ ๑  และเรา เราเป็นหัวหน้าได้เลือกสรรอุบายต่าง ๆ  มาเทศน์อบรมหมู่เพื่อนเพื่อให้ได้หลักธรรมปฏิบัติแน่นแฟ้นมั่นคง  เป็นที่พึ่งแก่ตนเองได้ต่อไป   ในหมู่นั้นท่านอาจารย์ชอบเป็นผู้เคร่งในธุดงค์กว่าเพื่อน   เป็นการหาได้ยากกัลยาณมิตรเช่นในพรรษานี้ เราเทศน์อบรมเกือบแทบทุกคืน       ขณะที่เราเทศน์อบรมอยู่นั้นหมู่เพื่อนก็ตั้งนมสิการทำความสงบรับฟังด้วยดี หลังจากเราอบรมแล้วได้เปิดโอกาสให้เพื่อนซักถามความข้องใจและออกความเห็นต่าง ๆ  ในหมู่นั้น   นอกจากท่านอาจารย์ชอบแล้ว  ก็มีพระเขื่องเป็นผู้เก่งในด้านปรจิตตวิชา  ใครจะมีอารมณ์อะไรข้องอยู่ภายในจิต  หรือไปทำความผิดอันใดก็ตามพระธรรมวินัยแล้ว   ทั้งสองท่านนี้จะต้องตามไปรู้เห็นทั้งนั้น    ในหมู่นั้นผู้ที่น่าสงสารกว่าเพื่อนคือ  ท่านอาจารย์บุญธรรม  (เป็นชาวสุรินทร์)   มีพรรษามากแต่ยังภาวนาไม่เป็น   ทั้งสองท่านนี้จะตามไปรู้เรื่องอะไรต่ออะไรของท่านหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็มิใช่เป็นเรื่องที่น่าจะเป็นไปเสียด้วย  พอเพื่อนทักเข้าก็ยอมรับสารภาพโดยดี  จนยอมลงกราบพระผู้อ่อนพรรษากว่าเสียด้วย  ท่านทั้งน้อยใจและอับอายหมู่เพื่อนมาก   แล้วก็ไม่เคยพบท่านอาจารย์มั่นเลย  แต่เคยเป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์สิงห์  อยากฟังเทศน์ท่านอาจารย์มั่นมาก โดยท่านสำคัญตัวว่าท่านมีความรู้พอ  หากได้ฟังเทศน์ท่านอาจารย์มั่นแล้วจะรู้เห็นธรรมโดยพลัน  เราเคยเตือนท่านเสมอว่า  ให้ระวังเมื่อเห็นและฟังเทศน์ของท่านแล้วจะเกิดความประมาทท่าน
            ออกพรรษาแล้วท่านอาจารย์มั่นได้ย้อนกลับมาหาพวกเราอีก     ท่านอาจารย์บุญธรรมได้ฟังธรรมเทศนาของท่านอาจารย์มั่นเท่านั้นแหละ    กลับตาลปัตรตรงกันข้ามเลย    คือไม่พอใจในอุบายของท่านอย่างน่าเสียดาย ภายหลังท่านน้อยใจอย่างไรก็ไม่ทราบ     ได้หนีจากหมู่ไปเที่ยววิเวกรูปเดียว        แต่โชคไม่อำนวยไปเป็นไข้ป่ามาลาเรียขึ้นสมอง  ท่านอาจารย์เหรียญไปเจอเข้าจึงได้หอบกันมา เลยมามรณภาพที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ โดยญาติและลูกศิษย์ไม่มีใครได้ไปปฏิบัติรับใช้   ส่วนเราและพระเขื่องเมื่ออยู่อบรมกับท่านอาจารย์มั่นพอสมควรแก่เวลาแล้ว  ได้ขอลาท่านออกไปวิเวกตามลำแม่น้ำแตงขึ้นไป  ได้ไปพักวิเวกอยู่ใกล้ป่าเมี่ยงเขาแห่งหนึ่ง พอไปถึงเราได้ให้พระเขื่องอยู่เฝ้าเครื่องบริขารที่วัดร้างเชิงเขา  ส่วนเราได้ขึ้นไปหาที่พักบนเขา   มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาเที่ยวเย้าหยอกกับผู้ชายหนุ่ม ๆ ที่อยู่ในนั้น พระเขื่องเห็นเข้าเกิดความกำหนัดอย่างร้ายแรง เรากลับลงมาจากที่พักเห็นอาการอย่างนั้นเราได้พยายามอบรมและให้อุบายต่าง ๆ นานา   อันจะเป็นทางระงับอารมณ์นั้นแต่ก็ไม่ได้ผล  เรื่องนี้เราเข้าใจดีแล้วตั้งแต่เมื่อเธอจะมาอยู่ด้วยเราทีแรก  เธอเล่านิมิตก่อนแต่เธอจะมาหาเรา  ขณะที่เธออยู่อำเภอแม่สรวยกับท่านอาจารย์มั่นว่า   เธอได้ทราบข่าวเราแล้วทำให้เกิดศรัทธามากอยากจะมาหาเราเธอได้นิมิตว่า ปรากฏเป็นถนนจากที่อยู่ของเธอตรงแน่วพุ่งมาหาเรา  เธอได้เดินตามถนนมาถึงที่อยู่ของเราโดยราบรื่น หัวถนนจดเชิงบันกุฏิเราพอดี แล้วเธอเกาะบันไดขึ้นไปหาเราสูงมาก พอถึงได้กราบเราแล้ว เราได้มอบผ้าให้เธอหนึ่งไตร แต่เธอไม่ยอมรับ  พอดีเหตุการณ์ได้มาตรงกับนิมิตของเธอพอดี เราเองก็หมดเยื่อใยในตัวเธอลงเพียงเท่านั้น   ตอนเช้าเมื่อฉันเช้าอยู่เธอแสดงความโกรธให้เราด้วยเหตุเล็กน้อย   พอตอนเย็นจึงเข้าไปหาเราแล้วได้แสดงโทษต่อเราและบอกว่าเย็นวานนี้มีผู้หญิงมาพูดเย้าหยอกกับผู้ชายหนุ่มให้เห็นแล้วจึงเกิดความกำหนัดจากนั้นภาวนาไม่ลงตลอดคืนเลย แล้วขอลาแยกทางเราเที่ยวไปตามลำพัง หลังจากนั้นมาราวสามเดือนได้เจอเธออีก เราได้ชักชวนให้เธอเริ่มต้นทำภาวนากันใหม่อีก   หากตั้งใจทำกันจริงจังก็คงไม่เหลือวิสัยนา  ขอเริ่มทำกันใหม่อีกทีเถอะ  แต่เธอก็ไม่ยอม  ภายหลังทราบว่าเธอได้ลาสิกขาออกจากสมณเพศไปแล้วอย่างน่าเสียดาย  เธอเป็นคนใจเด็ด  ทำอะไรทำจริง  มีทิฐิจัด แม้แต่ท่านอาจารย์มั่นเทศน์ก็ไม่ยอมลงด้วย  เคยเป็นนักเลงโตมาแล้ว  พอบวชก็หนีจากบ้านไปโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง  บ้านเดิมเธออยู่บ้านน้ำก่ำ  อำเภอธาตุพนม
            อภิญญา ๖ เช่น  ปรจิตตวิชา  รู้จักวาระจิตของผู้อื่นนี้ เป็นต้น  เป็นของอสาธารณ์  หาได้เกิดมีแก่ผู้ปฏิบัติทั่วไปไม่   บางท่านปฏิบัติเอาจนจิตละเอียดบริสุทธิ์สักเท่าไร ๆ  อภิญญาไม่เกิดเลยสักอย่างก็มี  บางท่านปฏิบัติพอจิตรวมเป็นขณิกะ  อุปจาระนิดหน่อยก็เกิดแล้ว   สำหรับพระเขื่องคนที่ว่านี้ เธออบรมจิตให้สงบได้ดีมาก จะทำให้จิตสงบตลอดวันยังค่ำคืนยังรุ่งก็ทำได้ เธอเดินไปตามธรราดามันปรากฏในใจของเธอเหมือนกับเดินอยู่บนอากาศ  หรือมิฉะนั้นก็เหมือนกับอยู่ใต้บาดาลโน่น  เพราะจิตของเธอไม่ถอนออกจากสมาธิ แต่ไม่มีปัญญาพิจารณาพระไตรลักษณ์ เรียกว่า โลกิยอภิญญา เกิดจากโลกิยฌาน  นับประสาอะไรแต่พระเขื่อง   พระเทวทัตขนาดเหาะเข้าช่องพระแกลไปปรึกษากิจการกับเจ้าชายอชาตศัตรูได้ก็ยังเสื่อม