๒๒. พรรษา ๑๔ จำพรรษาที่เดิมสามองค์ด้วยกัน ( พ.ศ. ๒๔๗๙ )

                                               ๒๒.๑ เรื่องแทรกของคนป่าเข้าบ้าน

                                               ๒๒.๒ จิตมีกิเลสใต้สำนึกหรืออนุสัยกิเลส

 


๒๒. พรรษา ๑๔ จำพรรษาที่เดิมสามองค์ด้วยกัน ( พ.ศ. ๒๔๗๙ )

 

  

 

            การกลับไปครั้งนี้ทำให้เราลำบากใจ เพราะเขาทำความสนิทสนมกับเรามากกว่าท่านอาจารย์ อนึ่ง ท่านอาจารย์ท่านไม่ค่อยถูกกับอากาศเย็น เมื่อไปถูกกับอากาศเย็นเข้าอาพาธของท่านก็กำเริบแทบจะอยู่ไม่ไหว แต่ด้วยใจนักต่อสู้ท่านก็เอาชนะจนอยู่ได้ตลอดพรรษา   คราวนี้เราทำความเพียรดีมากเพราะนอกจากใช้อุบายของตนเองแล้ว ก็ได้อาจารย์ช่วยให้อุบายเราศึกษากับท่านอยู่ตลอดเวลา พอจวนเข้าพรรษาท่านอาจารย์ให้เราลงมาเอาท่านอ่อนสีไปอยู่ด้วย พอเราจากท่านไป ๕ คืน ท่านอยู่องค์เดียวได้วิเวกปรารภความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ  ท่านกลับได้อุบายดีโด่งเลย  อาพาธของท่านก็หายไปพร้อม ๆ กัน   พรรษานี้เราทั้งสามต่างก็ตั้งใจปรารภความเพียรจนเต็มความสามารถของตน ๆ แม้เหตุการณ์บางอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภายนอกหรือเนื่องด้วยอุบายในทางธรรม   ใครมีอะไรเกิดขึ้นเกือบจะเรียกได้ว่ารู้ด้วยกันทั้งนั้น   พรรษานี้ท่านอาจารย์ได้พยากรณ์อายุของท่านอย่างถูกต้อง   บางครั้งท่านก็พยากรณ์ลูกศิษย์ของท่านรูปนั้นบ้าง  รูปนี้บ้างต่าง ๆ นานา  ตามนิมิตและความรู้อันเกิดเองเป็นเองในภาวนาของท่าน  แต่แล้วท่านก็บอกว่า อย่าได้หลงเชื่อทั้งหมด อาจผิดได้ สำหรับเรานั้นตั้งตัวเป็นกลางเฉยๆ   เพราะเรื่องเหลานั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไม่เหมือนกัน เรื่องนั้นมิใช่จุดประสงค์ของผู้กระทำความเพียรภาวนาอย่างแท้จริง จุดประสงค์ที่แท้จริงคือ การกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไปโดยไม่มีเหลือต่างหาก   ในพรรษานี้ท่านอาจารย์ได้อบรมด้วยเล่ห์เหลี่ยมแลอุบายต่าง ๆ  อย่างไม่เคยเห็นท่านทำมาแต่ก่อนเลย   เราก็ได้ทำตามแลทำทันถูกต้องตามอุบายนั้น ๆ ของท่านทุกประการ   จนท่านออกอุทานเปรย ๆ ว่าท่านเทสก์นี้ใจร้อน แล้วท่านแสดงนิสัยตามความจริงของท่านออกมาตรง ๆ เลย นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ได้อาจารย์ผู้อบรมเช่นนั้นให้แก่เรา   เราเข้าใจว่าท่านอบรมลูกศิษย์ผู้เช่นอย่างเราคงจะหาโอกาสได้น้อย  เพราะบุคคล  สถานที่  และโอกาส  เวลาไม่อำนวยเช่นนั้น   ถึงแม้ท่านจะอำนวยพรให้เราอยู่ในฐานะธรรมทายาท  เราก็ไม่เคยจะลืมตัวและยอมรับเลย   เราถือเสียว่าความจริงมันก็อยู่แค่ความจริงนั่นแหละ  หาพ้นความจริงไปได้ไม

 

                                       Back  to  top


                     ๒๒.๑ เรื่องแทรกของคนป่าเข้าบ้าน

 

  

 

            ในพรรษานี้มีคนป่าซึ่งเรียกกันว่า 'ผีตองเหลือง' แต่พวกเขาเองไม่ชอบคำคำนั้น  เขาบอกว่าอย่าได้เรียกเขาว่า 'ผีตองเหลือง'  เพราะพวกเขากลัวผีเหมือนกัน ให้เรียกพวกเขาว่าคนป่า ชาวมูเซอเขาบอกว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว  เขาไม่เคยเห็นพวกเหล่านี้เข้ามาหาเลย   คนเผ่านี้เป็นคนไทยเดิม เท่าที่เคยสนทนากับชาวเมืองยอง เมืองรวง ซึ่งอยู่เหนือเชียงตุงขึ้นไปสำเนียงคำพูดภาษาเหมือน ๆ กัน ที่อพยพลงมาทำมาหากินอยู่เชียงใหม่ด้วยการจักสาน ทำขันโตกขันพาน เรียกว่าขันเขิน (คือฝีมือของคนเผ่าเขินนั้นเอง) เรื่องของคนป่าเผ่านี้แต่เดิมเขาบอกว่ามีราว ๖๐ คน  มาภายหลังเกิดไข้ทรพิษตาย  เดี๋ยวนี้มีหญิงชายรวมกันราว ๓๐ คน พอจะสรุปเรื่องของเขาดังนี้

            ความเป็นอยู่   ไม่มีหลักแหล่ง  ตัดไม้เล็ก ๆ สักแต่ว่าเป็นเสาปัก   แล้วเอากิ่งไม้ใบไม้อะไรปกคลุมพอนอนบังน้ำฝนน้ำค้างเล็ก ๆ น้อยๆ   บางทีก็นอนตามถ้ำเพิงหินหรือใต้ต้นไม้โคนต้นไม้  สักแต่พอบัง ๆ ผ้านุ่มห่มไม่มี  ที่ไปขอมาได้ไว้ปกปิดกายในเวลาเข้าไปในหมู่บ้าน  อยู่เป็นกลุ่ม ๆ กัน กลัวผี กลัวเสือเหมือนกัน ที่อยู่เขาในขณะที่เขาอาศัยอยู่ไม่ค่อยมีคนไปเห็น    หากบังเอิญมีคนไปเห็นเข้าผู้หญิงจะต้องวิ่งหนี    ถ้าวิ่งไม่ทันก็ล้มตัวนอนกลิ้งไป   ถ้ามีผู้ชายจะต้องวิ่งออกมาต่อสู้ด้วยอาวุธหอก (เข้าใจว่าเนื่องจากผู้หญิงไม่มีผ้าหุ้มตัวนั่นเอง)  เขาถือกันว่าผู้หญิงเห็นผู้อื่นนอกจากหมู่ของเขาแล้วเป็นเคราะห์ร้าย  เสือกินตาย   อยู่ที่ไหนถ้าอาหารอุดมสมบูรณ์ก็อยู่ได้นาน  อาหารหมดก็อพยพกันไปอยู่ที่อื่น เขาจึงเรียกชื่อนิมิตว่า ผีตองเหลือง คือพอใบไม้เครื่องมุงเหี่ยวแห้งเหลืองก็หนีไป

            อาหารการกิน  อยู่ได้ด้วยเนื้อสัตว์และหัวมันป่า  รวงผึ้ง  น้ำผึ้ง  สัตว์บางชนิดเขาไม่รับประทาน  เช่น งู เป็นต้น  แล้วก็กินสุก  จี่เผาแล้วจึงกิน  กินแต่กับ ไม่มีข้าวและข้าวสาลีเป็นหลักอย่างพวกคนธรรมดา ถ้าเป็นผึ้งก็จะเอามาคลุกกับไม้ผุหรือดินเพื่อให้มีเนื้อมาก ๆ แล้วจึงจะกิน   ไฟใช้เหล็กตีกับหิน (ที่เรียกเหล็กไฟพราน) หรือมิฉะนั้นก็ใช้ไม้สีกัน  เอาไม้ขีดกล่องให้ก็กลัวเพราะเวลาขีดมันฟู่

            วิธีล่าสัตว์   ล่าด้วยหอกป้ายน้ำยาพิษ (ยางน่อง)   เมื่อเห็นรอยสัตว์ก็จะค่อย ๆ ย่องตามไป   พอเห็นสัตว์นอนกลางวันเข้าใกล้แล้วค่อยพุ่งหอกใส่เลย  ถ้าเห็นสัตว์กำลังหากินอยู่ก็จะค่อย ๆ หาที่กำบัง  แอบเข้าไปให้ใกล้เท่าที่จะใกล้ได้  แล้วพุ่งหอกขึ้นบนอากาศให้ตกใส่เอง  เขาบอกว่าระยะไกลราว ๒๐ - ๓๐ เมตรก็ได้กิน หากหอกเข้าลึกถึง ๑ นิ้วฟุตแล้ว  เนื้อสัตว์เป็นพิษกินไม่ได้ เข้าตื้นกว่านั้นกินได้  เขาเคยเอามาให้เรา เนื้อย่างเหม็นเขียวควันไฟมาก     เขาเอามาวางไว้คาคบต้นไม้ไกลขนาด ๑๐ เมตร    เหม็นเขียวตลอดคืนแทบนอนไม่หลับ    ท่านอาจารย์บอกให้มูเซอเอาไปต้มดู  แหมเป็นดินเกือบครึ่งหนึ่ง  ฉันไม่ได้เลย

            ขนบธรรมเนียมประเพณี  อยู่ป่าเป็นพื้น โดยไม่ยอมออกมาให้คนเห็น โดยมากหากจะออกมาก็จะมาขอผ้าขอข้าวแลเกลือแลเหล็กไปทำเหล็กไฟ    คนเผ่านี้บรรพบุรุษเดิมเขาเข้าใจว่าคงจะหนีเจ้าหนีนายเข้าป่ามานานแล้ว ดังจะเห็นได้จากประเพณีเขาที่ว่า ห้ามเดินผ่านที่เตียนโล่ง และที่ซึ่งเขาปลูกฝัง ไม่ว่าอะไรทั้งหมด แม้แต่ของปลูกในไร่ หรือไร่ที่ได้ปลูกพืชลงแล้ว  พวกเขาเหล่านั้นจะไม่เดินเข้าไปกล้ำกรายเลย ไร่จะกว้างทางแสนจะกันดารเขาก็จะต้องเว้น ทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครห้ามเขา  นี่แสดงถึงคนเก่าเฒ่าแก่เขาจะหลอกลวงไม่ให้ออกไปในที่โล่ง กลัวคนจะเห็นเอานั้นเอง และที่ว่าผู้หญิงเห็นคนเข้าแล้วจะต้องถูกเสือกินก็เหมือนกัน  การเข้ามาขอกินข้าวหรือข้าวสาลี หัวเผือกมันต่าง ๆ เขากินจนหมดไม่มีเหลือ เราได้บอกให้เขาเอาไปปันผู้หญิงกินบ้าง เขากลับตอบว่าไม่ได้      เขาได้กินแล้วมันจะติดรสเคยตัว      เมื่อเขาเข้ามาอยู่ในสังคมคนมูเซอ      ดูท่าทีของเขาเหล่านั้นแสดงอาการกลัวคนแปลกหน้าโดยเฉพาะคือกลัวเจ้านายนั้นเอง เดินไปช้าๆ  มีการสำรวมระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างน่าสงสาร เวลาเข้าป่าจะคล่องตัวเรามองตามแทบไม่ทัน เห็นแต่ใบไม้ปลิวกับเสียงควบคาบ ๆ เท่านั้นเอง

            การสมรส   หญิงชายต่างมีอิสระในตัวของตนเองเช่นคนธรรมดาสามัญของคนทั่วไป ต่อเมื่อชายมีโชคลาภร่ำรวยได้เนื้อได้อาหารมา  หญิงใดชอบรักก็จะไปนอนเป็นคู่เคียงด้วย  ส่วนจะแบ่งกันอย่างไรเราลืมถามเขา การเลี้ยงลูกจะเป็นภาระของผู้หญิงแต่ฝ่ายเดียว   เขาเคยเข้ามาหาเรา   เราได้สัมภาษณ์เขาหลายเรื่องจึงรู้เรื่องของเขาดี   เราเห็นเขาแล้วคิดสงสาร  เพราะเขาเป็นคนเผ่าไทยเดียวกับเรา  พูดรู้เรื่องกันทุก ๆ คำ รูปร่างหน้าตาก็เหมือนกันกับพวกเราทั้งสิ้นทุกอย่าง ในใจเราคิดอยากสงเคราะห์เขาให้มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง   อย่างน้อยก็ให้เหมือนกับเผ่ามูเซอหรือเผ่าอื่น ๆ  ที่อยู่บนเขา    หากเขาจะรับสงเคราะห์แล้วเราจะตั้งใจจะรายงานเป็นทางการไปหาเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเพื่อจะได้สงเคราะห์เขาต่อไปด้วยเครื่องมือและเครื่องใช้ตลอดจนพืชพันธุ์ต่าง ๆ ทีหลังเขามาหาเรา เราได้ทาบทามเขาดูว่า การที่ได้บริโภคข้าวก็ดี บริโภคข้าวโพดและเผือกมัน ตลอดถึงพริกเกลือก็ดี รู้สึกอย่างไร อร่อยไหม เขาตอบว่า อร่อยดี เราบอกว่า ถ้าอย่างนั้นให้พากันมาอยู่เป็นกลุ่มอย่างมูเซอเหล่านั้น แล้วทำไร่ปลูกข้าวและเผือกมันกินเสียจะดีไหม พอเราพูดได้เท่านั้น เขารีบพูดสวนค้านขึ้นมาทันทีว่า  พวกข้าน้อย(ผม) เป็นคนป่า ทำไม่ได้  ถ้าทำเข้า แผ่นดินจะปลิ้น  (เป็นคำพูดของคนรุ่นเก่าที่พูดคัดค้านอย่างรุนแรง)   คือหมายความว่าสิ่งนั้นมันเป็นไปไม่ได้   ถ้าทำได้ก็ต้องทำให้แผ่นดินพลิกกลับเอาข้างล่างขึ้นมาเป็นข้างบน) พอเราได้ยินเขาพูดดังนั้น โครงการของเราก็เลยยุติลงเพียงแค่นั้น
            เป็นที่น่าเสียดายผู้ที่ได้มนุษย์สมบัติอันล้ำค่า         แต่หาได้ทำให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควรไม่ เพราะเกิดในถิ่นอันไม่สมควร     แต่บุคคลที่น่าสงสารมากกว่านั้น      คือผู้ที่เกิดมาแล้วได้รับความสมบูรณ์พูนสุขพร้อมด้วยประการทั้งปวง  ตลอดถึงการศึกษาแล้วประมาทจมอยู่ในความสุขนั้น ๆ อันหาสาระมิได้  นอนให้กาลเวลาเขมือบอายุชีวิตให้สิ้นไปโดยไร้ประโยชน์ก็ยังมีเป็นอันมาก
            ในพรรษานี้  นอกจากท่านอาจารย์จะพยากรณ์สิ่งต่าง ๆ แล้ว  ยังปรารภว่า  ท่านยังมีภาระที่จะต้องรับหมู่คณะต่อไปอีก   แล้วก็ปรารภที่จะตั้งสำนักทางเชียงใหม่เสนอให้เราพิจารณาอีกด้วย   เราดีใจที่ท่านคิดจะรับเป็นภาระหมู่อีก แล้วเราจึงปรารภถึงคนทางภาคอีสานว่า  เหมาะสมควรแก่การปฏิบัติธรรมมากกว่าทุก ๆ ภาค  โดยเฉพาะภาคเหนือแล้วได้ผลน้อย  เราได้ชี้ให้ท่านเห็นว่า  ดูแต่ท่านอาจารย์มาอยู่ทางนี้ได้ ๗ - ๘ ปีแล้ว   มีใครบ้างที่ออกปฏิบัติตาม  หมู่ที่ต่าง ๆ ท่านอาจารย์มานี้ล้วนแต่ลูกศิษย์เก่าคนภาคอีสานทั้งนั้น  บัดนี้คนทางภาคอีสานไม่ว่าพระและฆารวาส   มีเจ้าคุณธรรมเจดีย์  เป็นต้น  ต่างก็พากันบ่นถึงท่านอาจารย์   กระผมมานี้ทุกคนร้องขอให้กระผมอาราธนาให้ท่านอาจารย์กลับทั้งนั้น   ส่วนการจะกลับทางไหนเขายอมยินดีรับภาระทั้งหมด  ขอให้กระผมบอกข่าวเขาก็แล้วกัน      แล้วท่านก็ปรารภถึงภูเขาทางอำเภอนาแกว่าน่าอยู่น่าสบายมาก    ท่านชอบภูเขาเช่นนี้ พวกเราพากันไปอยู่ทางโน้นเถอะ  แต่ว่าท่านต้องเป็นนายประตูให้ผมนะ หากใครมาหาถ้าท่านเห็นไม่สมควรขออย่าได้ปล่อยให้เข้ามาหาผม   หลังจากออกพรรษาแล้วท่านได้กลับลงมาทางอำเภอพร้าวอีก (ตามที่เพื่อน ๆ เล่าให้ฟังว่า   ท่านได้มาปรารภกับหมู่คณะในทำนองนั้นอีกเหมือนกัน)        ส่วนเรากับท่านอ่อนสีได้ขออนุญาตท่านอาจารย์อยู่ประกอบความเพียรในบริเวณนั้นต่อไปเพื่อให้สาสมแก่ใจอีก       ต่อมาไม่กี่วันท่านได้พาอาจารย์สาน อาจารย์แหวน อาจารย์ขาว กลับคืนมาหาเราอีก แล้วท่านก็ปรารภในการที่จะจัดตั้งสำนักรับหมู่คณะอีก เราได้ยืนกรานตามคำเดิม  หากตั้งทางภาคนี้ผมไม่เห็นด้วย  แต่ถึงอย่างไร  ถ้าท่านอาจารย์ตั้งอยู่ทางภาคนี้จริงแล้ว  หลังจากท่านอาจารย์ตั้งสำนักแล้วสามปีผมจึงจะไปช่วยเหลือ     คณะของท่านอาจารย์ได้พักอยู่ด้วยสองคืนแล้วก็แยกย้ายกันไป  ท่านอาจารย์สาน  อาจารย์แหวน  และอาจารย์ขาว  กลับลงมาอำเภอพร้าว ท่านอาจารย์มั่นกับท่านมนูเลยลงไปทางอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แล้วจำพรรษาทางโน้นเลย   ส่วนเรากับท่านอ่อนสียังพากันประกอบความเพียรอยู่ ณ ที่นั้นต่อไป  เมื่อท่านแยกย้ายกันไปหมดแล้ว  เรากับท่านอ่อนสีได้แยกกันอยู่คนละแห่ง คือท่านอ่อนสีอยู่ที่เดิม  เราได้แยกไปอยู่ภูเขาอีกลูกหนึ่ง

 

 
 

                                       Back  to  top


                     ๒๒.๒ จิตมีกิเลสใต้สำนึกหรืออนุสัยกิเลส

 

  

 

            เรื่องที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้   เมื่อพูดแล้วก็ขายขี้หน้าตัวเองแต่กิเลสมันยังขายขี้หน้าตัวมันเองเสียยิ่งกว่าเราเสียอีก  นั่นคืออะไร  กล่าวคือ  เมื่อเราแยกจากท่านอ่อนสีไปอยู่องค์เดียวแล้ว คือวันหนึ่งเสือร้องเรากลัวเสียงเสือจนตัวสั่นสะท้านนอนไม่ได้ภาวนาไม่ลงเลย      ผู้คนก็ช่วยไล่ขนาดยิงปืนขู่เอาดุ้นฟืนติดไฟแดงโร่อยู่นั้นแหละขว้างใส่แล้วมันก็หนีไปครู่หนึ่งแล้วกลับมาอีก บางทีตื่นเช้ามาเขาออกไปทำงาน เห็นนั่งตงโมงดักหน้าอยู่แล้วก็มี เขาเห็นแล้วก็พากันวิ่งหนี แต่มันก็ไม่เห็นทำอะไรใคร เรานั่งภาวนาอย่างไร ๆ ก็ไม่รวมลงได้  แต่เราก็หาได้รู้ตัวไม่ว่ามันกลัวเสือเหงื่อเปียกโชกหมดทั้งตัว  เอ๊ะ นี่อะไรนะ หนาวทำไม่จึงมีเหงื่อ ลองเอาผ้าห่มออกดูก็ยังสั่นเทาอยู่  เมื่อภาวนาไม่ลงแล้วมันเหนื่อยมาก นึกว่าเอนหลังลงนอนพักเอาแรงสักหน่อยก่อนแล้วจึงจะลุกขึ้นมาภาวนาใหม่   ขณะนั้นเองพอดีได้ยินเสียงเสือร้องขึ้น   เลยสั่นสะบั้นกันใหญ่เหมือนกับเป็นไข้จับสั่น    จึงได้รู้ว่านี่มันกลัวเสียงเสืออย่างไรเล่า   เราได้ลุกขึ้นตั้งสติกำหนดจิตให้อยู่นิ่งในอารมณ์เดียวยอมสละชีวิตว่า     เรายอมสละความตายแล้วมิใช่หรือ  จึงได้มาอยู่ ณ ที่นี้  เสือกับคนก็ก้อนธาตุ ๔ เหมือนกันมิใช่หรือ ตายแล้วก็มีสภาพเช่นเดียวกัน แล้วใครกินใคร  ใครเป็นผู้ตายและใครเป็นผู้ไม่ตาย     เมื่อยอมสละพิจารณาด้วยความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวอยู่นั้น เสียงเสือก็ไม่ได้ยิน  ภายหลังเมื่อได้ยินเสียงมันใจก็เฉยๆ   เห็นเป็นลมกระทบวัตถุอันหนึ่งแล้วมันเกิดเสียงออกมาเท่านั้น  นิสัยของเราขี้ตกใจเป็นโรคประสาทมาตั้งแต่เด็กแล้ว  เมื่อมีเสียงเสือสัญญาเดิมมาปรากฏ จึงทำให้เรากลัวโดยไม่รู้ตัว  กิเลสานุสัยที่นอนจมอยู่ในห้วงลึกของดวงใจจึงยากที่จะละได้  ถ้าหากไม่ยอมสละความยึดถืออุปาทานในสังขารอันไร้สาระ   แลกเอาอมตรสที่ปรากฏอยู่เฉพาะกับใจแล้วก็จะเอาชนะกิเลสไม่ได้เลย แม้พระสารีบุตรอัครสาวก ผู้ถึงพระอรหันต์แล้วก็ละได้ แต่วาสนานิสัยยังละไม่ได้เลย ไม่เหมือนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
            ในช่วงระยะที่เรากำลังทำความเพียรด้วยความกล้าหาญอยู่นั้น      ได้เกิดมีภาพนิมิตอันน่าเกลียดขึ้นมาเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าเอามาประจานขายขี้หน้ากิเลสให้กับท่านผู้อ่านได้รู้บ้าง บางทีอาจเป็นประโยชน์แก่ผู้เห็นโทษของกิเลสจำพวกนี้แล้วจะได้ระวังสังวรต่อไป ภาพนั้นปรากฏเป็นหญิงวัยกลางคนซึ่งเมื่อปรากฏขึ้นเราก็จำได้ชัดเจน    เพราะเมื่อราว  ๕ - ๖ ปีล่วงมาแล้วเราได้เห็นเขาแล้วเขาก็ได้อุปัฏฐากเราด้วยเจตนาศรัทธาอันจริงใจ เรานึกว่าเขาเป็นคนดีมีศีลธรรม สุภาพเรียบร้อยน่าคบ สมเป็นอุบาสิกาในพระพุทธศาสนาโดยแท้ ส่วนรูปร่างเราก็เห็นว่าเป็นธรรมดาอย่างสามัญชนหญิงทั่วไป จากนั้นแล้วเราก็ไม่นึกคิดอะไรอีก นอกจากจะระลึกถึงอุปการคุณของเขาตามวิสัยของพระผู้มีชีวิตเนื่องด้วยคนอื่น    ขณะที่ปรากฏภาพของเขามานั่งแอบสนิทเคียงข้างขวาอยู่นั้น ภายในใจของเราในขณะนั้น  มันให้รู้สึกว่าเป็นกันเองนี่กระไร  ทั้งตัวเราและตัวเขาดูเหมือนว่าเคยได้อยู่กินร่วมกันมานานเป็นสิบๆ ปี  แต่หาได้มีความใคร่กำหนัดอะไรไม่   เราตกใจออกจากภาวนาแล้วตรวจดูจิตของตนก็ไม่มีสัญญาอารมณ์ในเรื่องนั้น    แล้วก็ลืมไม่เคยนึกถึงเลยตั้ง  ๕ - ๖  ปีมาแล้ว  ทำไมถึงมาเป็นเช่นนี้ได้   เมื่อมาพิจารณาไปๆ  ก็มารู้เรื่องของกามกิเลสนุสัยที่มันจมดิ่งอยู่ในก้นทะเลลึกจนเหลือวิสัยของผู้ประมาทแล้วจะตามจับตัวมันได้
            ผู้มีปัญญา  แต่ขาดศรัทธาความเพียรแลความอดทนกล้าหาญ ก็ไม่สามารถจะค้นคว้าจับเอาตัวของมันออกมาประจันหน้าได้
            ผู้มีศรัทธา มีความเพียรกล้าหาญแต่ขาดปัญญา ก็ไม่สามารถจะประหารมันได้เหมือนกัน
            ผู้มีศรัทธา มีความเพียรด้วย และมีความอดทนกล้าหาญประกอบด้วยปัญญา  ประกอบความเพียรรักษาความดีนั้น ๆ ไว้ติดต่อกันอย่าให้ขาด นั่นแลจึงสามารถขจัดกิเลสานุสัยให้หมดสิ้นไปได้
            แล้วเรายังพิจารณาต่อไปอีกว่านักภาวนาผู้ได้ฌานทั้งหลาย กามกิเลสมันลวงให้ตกหลุมลึกด้วยเหตุนี้เอง กล่าวคือเมื่อปรากฏภาพนิมิตดังกล่าว    ก็เลยถือเอาเป็นจริงเป็นจังว่าเคยเป็นบุพเพเสน่หาสันนิวาสแต่ชาติก่อน แล้วก็เกิดความเอ็นดูสงสารกำหนัดรักใคร่เป็นไปตามสายของมัน จนกระทั่งเสาะแสวงหาภาพนั้นแล้วก็เล่าความจริงในสิ่งที่ไม่น่าเล่าสู่กันฟัง ไฟฟ้าสายคู่ไฟมันเดินอยู่แล้ว แม้โลหะของแข็งเมื่อเข้าใกล้กันแล้วไหนจะทนอยู่ได้ จำจะต้องดึงดูดสัมพันธ์ให้เข้าหากันจนได้      เรื่องในทำนองนี้นักภาวนาโดยเฉพาะพระ       บางทีถึงขนาดเป็นคณาจารย์ก็เคยตกหลุมทะเลลึกมากต่อมากแล้ว เมื่อเห็นภาพปรากฏเช่นนั้นแทนที่จะกลัวเห็นเป็นภัยอันน่ากลัว แล้วจับเอาอาวุธลุกขึ้นต่อสู้เพื่อชิงชัย   กลับไปสวามิภักดิ์ข้าศึกอย่างน่าเสียดาย พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า   มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนแต่ได้เกิดเป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เป็นน้องหรือเป็นผัวเป็นเมีย แลเป็นญาติซึ่งกันและกันทั้งนั้นไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง      บางทีเนื้อไก่และสุกรที่เราบริโภคนี้อาจเป็นเนื้อบิดามารดาของเราก็ได้    เพราะคนเรายังมีกิเลสอยู่ยอมตายแล้วเกิดตายแล้วเกิดอีกนับชาติไม่ถ้วน  นับประสาอะไรเมื่อมาเห็นภาพปรากฏยั่วยุเพียงครั้งเดียวแล้วตามมันไป
            ไหนๆ  ก็ได้ประจานขายขี้หน้าข้าศึกมารร้ายมาแล้ว   จึงขอนำเอามาเล่าอีกสักเรื่อง  คือ  มีหญิงสาวสวยคนหนึ่ง ซึ่งเขาและญาติพ่อแม่ก็เคารพนับถือเรามาก และเราก็ได้สงเคราะห์ด้วยการอบรมศีลธรรม  โดยเฉพาะก็อยากให้เขาเห็นโทษในภาวะเป็นหญิง แล้วรักษาพรหมจรรย์ให้ตลอดชีวิตสมตามเจตนาของเรา แต่เหตุการณ์หาได้เป็นอย่างนั้นไม่  เขากลับยอมทำความชั่วเสียตัว  เมื่อมารู้สึกแล้วเสียใจร้องไห้  เราบังเอิญไปรู้เรื่องนั้นเข้า แล้วเกิดความเบื่อหน่ายอย่างยิ่งในความใจเบาของหญิง  จากนั้นมาตัวเขาเองทั้งเคารพและละอายเรามาก  เราได้แต่คิดว่าอะไรหนอ ๆ ทำไมจึงได้เป็นไปถึงเพียงนั้น   มองดูตัวเขาแล้วดูเหมือนเป็นรูปคนแต่ร่าง   ส่วนใจเป็นสัตว์ดิรัจฉานไปเลย ยิ่งคิดคำนึงถึงเรื่องนั้นขึ้นมาแล้ว มันทำให้เบื่อหน่ายผู้หญิงคนนั้น ขนาดคลื่นไส้แทบอาเจียนออกมาเลย  อาการเช่นนั้นเป็นอยู่นานปี  คำนึงเรื่องนั้นขึ้นมาเมื่อไรก็ให้เกิดอย่างนั้น   เบื่อหน่ายแบบนี้ซึ่งเราไม่เคยเป็นมาแต่ก่อน  แล้วก็มิใช่เป็นทางมรรคปฏิบัติแน่  แต่มันได้เกิดเป็นมาแล้ว   ภายหลังเรามาคิดถึงโทษของตัวกามว่ามันร้ายกาจถึงเพียงนี้       เมื่อมันเกิดขึ้นในสันดานของใครเว้นพระอรหันต์และสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่ว่าผู้นั้นจะมีศีลธรรมหรือเป็นอันธพาล แม้แต่ท่านผู้ได้ฌานสมาบัติแล้วก็ตาม มันจะต้องใช้อำนาจขม้ำเอาเป็นเหยื่อของมันถ่ายเดียว  โดยปราศจากเมตตาปรานีเอาเสียเลย เหมือนเสือตะครุบลูกสุนัขอันไม่มีทางต่อสู้กินอย่างใจเย็น   แล้วทำให้เอ็นดูผู้หญิงคนนั้นว่า  แท้จริงตัวเขาเองก็ยังตั้งใจหวังดีต่อความดีอยู่   แต่ตัวกามกิเลสนั้นสิมันร้ายกาจมาก   ใช้อำนาจขม้ำไม่เลือกหน้าใคร   จึงน่าตำหนิตัวกามอย่างยิ่งแลไม่น่าให้อภัยในที่ใด ๆ ทั้งนั้น  แล้วเกิดสงสารผู้หญิงคนนั้นเป็นกำลัง
            ผู้ที่ยังตกอยู่ในห้วงของกามโอฆะแล้วจะต้องมาเกิดในกามภพอันนี้     กามภพหรือกามภูมินี้เป็นที่บำเพ็ญบารมีของผู้ต้องการความเจริญก้าวหน้าด้านจิตใจก็ได้    เป็นสนามต่อสู้ของผู้ต้องการชิงชัยก็ได้ หรืออาจเป็นหลุมฝังศพของพวกอันธพาลก็ได้         กามภพหรือกามภูมิอันนี้มีทรัพยากรธรรมชาติทั้งภายนอกและภายในครบเสร็จสรรพ        เป็นแหล่งของผู้มีปัญญาสามารถหามาใช้เป็นประโยชน์ได้ตามต้องการ    ต้นไม้ในป่าไม่มีแล้วจะไปหารากยามาจากไหน    หมอไม่มีรากยาก็หาประโยชน์ไม่ได้    รากยามีหมอก็มีแต่คนไข้ไม่ยอมรักษาหรือรับประทานยาโรคก็ไม่หาย  ผู้เห็นคุณในกามภพแล้วเพลิดเพลินอยู่ในกามทั้งหลาย  เรียกว่า  กามคุณ ผู้ได้รับพิษสงของกามทั้งหลายเห็นเป็นภัยอย่างร้ายแรง  เรียกว่า  กามโทษ  ผู้สละกามได้ทั้งหมดเรียกว่า  เนกขัมมะ
            ทีหลังเราได้กลับมาอยู่ที่เดิม    เปลี่ยนให้ท่านอ่อนสีไปอยู่ที่เราอยู่   คราวนี้เราได้ผจญภัยกับเสืออย่างจังเลย  คือคืนวันหนึ่งเสือได้มาตะครุบกินความริมกุฏิเรานั้นเอง เราได้เคาะไม้ช่วยไล่ทั้งตะโกนแรง ๆ ด้วย แต่เสือก็ไม่ยอมปล่อย  ลากไปกินจนได้  คราวนี้เราไม่กลัว แต่ไม่กล้าออกมาช่วยควายได้  เพราะกลัวมันจะขม้ำเราเข้าไปอีกคน
            เราสองคนอยู่บำเพ็ญเพียร  ณ  ที่นั้นพอสมควรแล้ว      ก็ย้ายไปตามหมู่บ้านมูเซอซึ่งอยู่ตามแถวนั้นโดยลำดับ   เมื่อปลูกศรัทธาปสาทะเขาพอควรแก่เวลาแล้วจึงได้กลับลงมาทางอำเภอพร้าว   แล้วเที่ยวไปทางอำเภอเชียงดาว วกกลับมาทางอำเภอแม่แตง

 

 
 

                                       Back  to  top