๒๑. พรรษา ๑๓ จำพรรษาที่บ้านมูเซอ ( บ้านปู่พญา ) ( พ.ศ. ๒๔๗๘ )

 

  

 

            เมื่อตัดเย็บสบงย้อมเสร็จแล้วเราจึงได้ขึ้นไปใหม่  แต่ไปคราวนี้มิได้ไปที่เดิม ขึ้นไปทางบ้านปู่พญา เมื่อเราไปถึงเขาพากันใจดีจัดเสนาสนะให้เราอยู่อย่างพร้อมใจกัน โอ้โฮ เบื้องต้นเราผิดหวังไปถนัดทีเดียว เรานึกว่าพูดไม่รู้ภาษากันคงไม่มีใครมายุ่งเกี่ยว ที่ไหนได้ขึ้นไปครั้งแรกพักบ้านร้าง เขาไม่เคยเห็นพระธุดงค์ ทั้งเด็กเล็กหนุ่มแก่พากันมายืนมองดูเรา จากไกลจนใกล้เข้าชิดขนาดจะเหยียบเท้าเราเลย มึงไปกูมา จากเที่ยงถึงราวบ่ายสี่โมงเย็น  จากยืนลงนั่ง  จากนั่งลงนอน  ความสกปรกเหม็นสาบ  ไม่ทราบว่าอะไรต่ออะไร  ทำเอาเราเป็นลมมืดหน้าแทบตาย เขาทำทางให้เดินจงกรม  พอเราออกเดินเท่านั้นแหละแม่เอ๊ยพากันกรูตามเป็นหางยาวเหยียดสุดทาง   เราทนไม่ไหวกลับมานั่งลง  เขายังพากันเดินเป็นกลุ่มสนุกอยู่เลย   ทีหลังทำความเข้าใจกันกับหัวหน้าเขา (ปู่พญาเท่ากับกำนัน) ว่า ไม่ควรเดินตามท่านหากต้องการบุญเมื่อเห็นท่านเดินอยู่เราต้องพากันปึ๊  (ประนมมือ) ก็ได้บุญดอก     คราวนี้เมื่อเห็นเราออกเดินจงกรมทีไร    พากันมาปึ๊เป็นแถวๆ    ผู้ที่ยังไม่มาก็ไปเรียกกันมาเป็นกลุ่ม ๆ   คิดดูแล้วก็น่าสงสารคนบ้านป่าไกลความเจริญแต่ซื่อสัตย์สุจริต    ไม่มีใครไปอบรมเขาเป็นสิบ ๆ ปี หากไม่มีคดีอุกฉกรรจ์แล้ว    เจ้านายก็ไม่ขึ้นไปให้เขาเห็นหน้าเลย     เขาบริหารกันเอง  เชื่อถือหัวหน้ากันเคร่งครัด   ใครไม่ดี เช่น  เป็นคนหัวแข็งหาเรื่องทะเลาะวิวาทเพื่อนบ่อย ๆ หัวหน้าตักเตือนไม่เชื่อฟัง  หัวหน้าต้องขับหนีจากหมู่บ้าน   เมื่อแกไม่ไปเขาก็ต้องหนีจากแกไป    ส่วนการขโมยรับรองไม่มีเด็ดขาด    เมื่อเราเดินทางไปตามภูเขา   เห็นบ้านหนึ่งหลังหรือสองหลัง   เราทายได้เลยว่าแค่นี้อยู่กับเขาไม่ได้เลย   ชาวเขาแถบนี้เขาอดข้าวทำไร่ไม่ได้ผลมาแต่ปีกลาย   หมู่บ้านที่เราไปอาศัยอยู่นี้มี ๑๒ หลังคาเรือน   มีข้าวกินเพียง ๓ เรือนเท่านั้น   เขามีศรัทธาดีมาก เวลาเราออกบิณฑบาตมีคนตักบาตรเพียงสามคนเท่านั้น   แต่เขาใส่มากเราก็พอฉันอิ่ม   ทีหลังหัวหน้าเขามาเล่าให้เราฟังว่า   ทุกคนมีศรัทธาอยากใส่บาตรอยู่   แต่เขาละอายไม่มีข้าว   เขาพากันรับประทานมันป่าต้มแทนข้าว   เราเกิดความสงสารเขา  พอดีเราก็ชอบมันนึ่งอยู่แล้ว  จึงบอกเขาว่า ฉันชอบมันนึ่งจึงได้ขึ้นมาอยู่ด้วยพวกเธอ   ถ้าหาไม่แล้วฉันไม่ได้มาดอก    พอเขารู้เรื่องนั้นแล้ว    วันหลังเขาพากันขุดมันป่ามานึ่งตักบาตรเราเต็มบาตรทุกวัน ๆ แล้วก็พากันชอบใจหัวเราะ   ยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างน่าเอ็นดู   เขากลัวเราจะไม่ฉันให้เขาตามมาดูถึงที่เลย   เราได้แล้วก็ตั้งใจฉันให้เขาเห็น   แม้ปีนั้นปลูกข้าวแล้วฝนไม่ดี   ทำให้ข้าวที่ปลูกไว้เหี่ยวแห้งเหลืองซีดไปหมด   ยังเหลือสิบวันจะเข้าพรรษา  เขาพากันจัดเสนาสนะให้เราอยู่เสร็จเรียบร้อย  ฝนตกลงมาอย่างน่าอัศจรรย์   เขาพากันดีใจอย่างล้นพ้นว่าเป็นเพราะบุญของเขาที่ทำวัดให้เราอยู่   ข้าวได้เขียวขจีงามทันหูทันตา   ปีนั้นเขาทำไร่ได้ข้าวมากจนเหลือบริโภค   บางคนจนได้ขายก็มี แท้จริงแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีพระไปอยู่จำพรรษากับมูเซอ เราอาจเป็นพระองค์แรกในเมืองไทยก็ได้ที่ได้ไปจำพรรษาอยู่ด้วยมูเซอ
            เมื่อเขาจัดเสนาสนะให้เราเรียบร้อยแล้ว เราได้ระลึกถึงพุทธประวัติว่า พระสิทธัตถะบำเพ็ญเพียรได้ตรัสรู้เมื่อพระชนมายุได้  ๓๕ พรรษา    ปีนี้อายุของเราก็เท่ากับพระชนมายุของพระองค์ในกระโน้น (คือเราอุปสมบทเมื่ออายุย่าง ๒๒ ปี)  ฉะนั้นปีนี้เราจะบำเพ็ญภาวนาเพื่อบูชาการตรัสรู้ของพระองค์ แม้ชีวิตของเราจะแตกดับเพราะการภาวนา เราก็จะยอมทุก ๆ วิถีทาง ชีวิตนี้ของเราขอให้เป็นเหมือนดอกบัวบูชาพระฉะนั้นเถิด        แล้วเราก็ทำความเพียรตามที่เราได้ตั้งปณิธานไว้ตลอดพรรษา แต่แล้วการภาวนาของเราก็ไม่เจริญก้าวหน้า เป็นแต่ทรงอยู่  เพื่อให้สาสมแก่เจตนาของเรา จึงได้ทรมานตนด้วยการอดอาหารอยู่ ๕ วัน  ชาวมูเซอเขาไม่เคยเห็น  กลัวเราจะตาย   พากันมาขอร้องให้เราฉันตามปกติ เราได้ปฏิเสธเขาไป แล้วทำตามปณิธานของเราอยู่จนครบ ๕ วัน เขาได้ผลัดเปลี่ยนกันแอบมามองดูเรา  ถ้าเราปิดประตูทำความเพียรอยู่ในห้อง เขาจะมาเรียกให้เราขานตอบเมื่อเห็นเราขานตอบแล้ว  เขาก็กลับไป แท้จริงการอดอาหารมิใช่ทางให้ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าของเราได้ทรงบำเพ็ญมาแล้ว  บอกว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค  แม้ครูบาอาจารย์ของเราทุก ๆ ท่านก็บอกเราเช่นนั้นเหมือนกัน  ตัวเราเองก็เคยได้กระทำมาแล้ว  มันเป็นเพียงเครื่องทรมานกายเท่านั้น  หาได้เกิดปัญญาฉลาดค้นคว้าในธรรมให้ฉลาดเฉียบแหลมอะไรไม่   แต่นี่เราทำเพื่อทดสอบกำลังใจของตนเองดูว่า  ความอาลัยในชีวิตกับความเชื่อมั่นในคุณธรรมที่เราเห็นแล้ว   อะไรจะมีน้ำหนักกว่ากัน เมื่อเราได้ความจริงด้วยใจตนเองแล้ว  เราก็กลับฉันอาหารตามเคย  แต่เราไม่ฉันข้าว ฉันแต่หัวมัน หัวเผือกนึ่ง ฉันอยู่ ๔ - ๕ วัน  แล้วจึงฉันข้าว  ชาวมูเซอเห็นเรากลับฉันอาหารแล้วเขาพากันดีใจ ในพรรษานี้เราได้นิมิตในภาวนาอันแสดงถึงความมั่นคงในด้านอุบายภาวนาเป็นที่พอใจของเรามาก
            มูเซอคุยโม้อวดเราว่า  ตุ๊เจ้า  (ท่าน)   มาอยู่ด้วยดีมาก   ข้าวไร่อุดมได้มากเหลือกิน   บางคนจนได้ขายวัว  ควาย (เขาเลี้ยงไว้ไม่ได้ใช้งาน) ที่ไม่เคยได้ขายก็ได้ขาย (ปกติเขาเลี้ยงหมูขายเป็นรายได้ประจำครอบครัว) พริกแห้งเป็นรายได้ประเภทหนึ่ง นอกนี้แล้วไม่มีรายได้อะไรเลย เงินทองเราก็เก็บไว้ได้เหลือใช้ ตุ๊เจ้ามาสอนไม่ให้เราเล่น ไพ่ ถั่ว เบี้ย  เราก็ไม่เล่น เมื่อก่อนมีพวกกะเราะ (ชาวเมือง)  เขามาหลอกให้เราเล่น บัดนี้เราฟังคำตุ๊เจ้าสอน เราไม่เล่นแล้ว  ออกพรรษาแล้วหัวหน้าเขาคนเดียวได้นำผ้าขาวหนึ่งพับมาทอดผ้าป่าเรา  แล้วเราได้ลาชาวมูเซอเพื่อกลับลงไปเยี่ยมนมัสการท่านอาจารย์มั่น ที่บ้านทุ่งมะข้าว ตำบลแม่ปั๋ง เขาพากันอาลัยเรามาก พากันร้องไห้ขอให้เรากลับมาอีก   เราไม่แน่ใจได้บอกกับเขาไปว่าให้ไปหาอาจารย์ดูก่อน   บางทีอาจได้กลับมาอีก เมื่อเราไปถึงท่านอาจารย์มั่นแล้ว ได้เล่าพฤติการณ์ต่าง ๆ ถวายท่านทุกประการ  ท่านชอบใจชวนเรากลับไปอีก การกลับไปครั้งนี้เป็นสามองค์ด้วยกัน คือ ท่านอาจารย์ เรา ท่านอ่อนสี เมื่อจะขึ้นไปจริง ท่านอ่อนสีไม่สบายให้รออยู่ข้างล่างก่อน