๒๐. พรรษา ๑๒ จำพรรษาที่ป่าเมี่ยง แม่ปั๋งเราตั้งต้นเรียนกัมมัฏฐานใหม่ ( พ.ศ. ๒๔๗๗ )

                                ๒๐.๑ เกิดวิปลาส

 

 

๒๐. พรรษา ๑๒ จำพรรษาที่ป่าเมี่ยง แม่ปั๋งเราตั้งต้นเรียนกัมมัฏฐานใหม่ ( พ.ศ. ๒๔๗๗ )


  

 

            พอท่านพูดจบ   เรานึกตั้งปณิธานไว้ในใจว่า  เอาละคราวนี้เราจะเรียนกัมมัฏฐานใหม่  ผิดถูกเราจะทำตามท่านสอน    ขอให้ท่านเป็นผู้ดูแลและชี้ขาดแต่ผู้เดียว   นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา   เราตั้งสติกำหนดพิจารณาอยู่แต่เฉพาะกาย  โดยให้เป็นอสุภเป็นธาตุสี่  เป็นก้อนทุกข์อยู่ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน   เราใช้เวลาปรารภความเพียรอยู่ด้วยความไม่ประมาท สิ้นเวลา ๖ เดือน  (พรรษานี้เราจำพรรษาอยู่ที่นี้) โดยไม่มีความเบื่อหน่าย ใจของเราจึงได้รับความสงบและเกิดอุบายเฉพาะตนขึ้นมาว่า
          ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นเพียงสักแต่ว่าเป็นธาตุสี่เท่านั้น    แต่คนเราไปสมมติแล้วหลงสมมติตนเองต่างหาก มันจึงต้องยุ่งและเดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง
          เราได้อุบายครั้งนี้ทำให้จิตหนักแน่นมั่นคง ผิดปกติกว่าเมื่อก่อน ๆ มาก  แล้วก็เชื่อมั่นในตัวเองว่าเราเดินถูกทางแล้ว
  แต่ยังไม่ได้กราบเรียนท่านอาจารย์  เพราะความเชื่อในอุบายของตนเองว่าเราจะกราบเรียนท่านเมื่อไรก็คงได้
          ปีนั้นอากาศเย็นจัดมากจนได้สุมไฟนอน ไม้บาดที่มือ เลือดไม่มีเลย ออกพรรษาแล้วท่านอาจารย์มั่นลงมาที่บ้านทุ่งหมากข้าว เราสองคนกับพระอ่อนสี (พระครูสีลขันธ์) ยังคงอยู่ที่เดิมแต่เปลี่ยนที่กัน คือเราลงมาอยู่ที่ท่านอาจารย์มั่นกับพระอ่อนสีจำพรรษา  พระอ่อนสีขึ้นไปอยู่บนเขาที่เราอยู่จำพรรษา  กลางคืนเสือมานั่งเฝ้าพระอ่อนสีที่นอนข้างกองไฟ  พอไฟดับมันหนาวลุกขึ้นจะใส่ไฟ  เสือร้องโฮกแล้วก็กระโดดเข้าป่าไป ท่านเป็นชาวทุ่งไม่รู้จักเสียงเสือ  เราก็ไม่บอกให้ทราบเลย  กลัวท่านจะกลัว  ต่อมาท่านอาจารย์มั่นมีหนังสือให้พวกเราลงไปหา เราไปช่วยทำธุระท่านอยู่ ๑๐ คืน  เอ๊ะ  อุบายที่เราเคยพิจารณาอยู่ชัดเจนแจ่มแจ้ง  ชักจะไม่ค่อยชัดเจนเสียแล้ว นี่เห็นคนเป็นคนไปตามสมมติเสียอีกแล้ว พอเสร็จธุระเรากับอาจารย์แหวนขอลาท่านออกเที่ยววิเวกอีก ส่วนท่านอ่อนสีให้อยู่อุปัฏฐากท่านอาจารย์มั่น เราพากันออกเดินทางราวสามร้อยเส้นก็แวะเข้าป่าพักรุกขมูลแห่งหนึ่ง คืนวันนั้นได้ยินเสียงเสือร้องบนยอดเขาทำให้ใจเราวิเวกมาก  ระลึกเอาพุทธคุณมาเป็นอารมณ์ ต่อนั้นก็ทำให้เกิดความรู้มหัศจรรย์แปลก ๆ อยู่หลายอย่าง ๆ ไม่คิดและไม่เคยเป็นมาแต่เมื่อก่อนเลย พวกเราพัก ณ ที่นั้นสองคืนแล้วออกเดินทางต่อไปพบท่านอาจารย์สานที่อำเภอพร้าว  แต่เราอยู่กับท่านไม่ได้นาน  เพราะคิดถึงวิเวก  จึงได้ลาท่านขึ้นไปบนภูเขามูเซอ ไปทำความเพียรอยู่ ๙ คืน  โดยคิดว่าเราจะไปอยู่กับหมู่คนที่พูดไม่รู้ภาษากัน แล้วจะได้ประกอบความเพียรให้เต็มที่ ส่วนอาหารเราทราบดีแล้วว่าเขาใจบุญพอจะได้ฉันแน่

 

                                      Back to top

 


                      ๒๐.๑ เกิดวิปลาส

  

 

            เราได้ปรารภความเพียรอย่างสุดความสามารถจนเกิดวิปลาสขึ้นว่า พระพุทธเจ้าพระสงฆ์ไม่มี มีแต่พระธรรม  เพราะพระพุทธเจ้าก็คือ พระสิทธัตถะกุมาร มารู้พระธรรมจึงได้เป็นพระพุทธเจ้า แม้ตัวพระพุทธเจ้าเองก็เป็นรูปธรรมนามธรรม   พระสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน  ที่ได้มาเป็นพระสงฆ์ทั้งที่เป็นอริยและปุถุชนก็มาดำรงอยู่ในพระธรรมนี้ทั้งนั้น
            แต่เราได้ย้อนมาตรวจดูความสมมติบัญญัติแล้ว  เอ  นี่มันไม่ตรงกันนี่  ความเห็นของเราสองแง่นี้ได้โต้กันอยู่หลายวันไม่ตกลง ดีที่เราไม่ยอมทิ้งสมมติบัญญัติ  ถ้าหาไม่แล้ว ดูเหมือนจะสนุกใหญ่เหมือนกัน พอดีท่านอาจารย์สานให้คนมานิมนต์ให้ลงไปรับไทยทาน  ใจหนึ่งมันก็ยังไม่อยากไป   แต่มาคิดถึงบริขารผ้าสบงว่าเราใช้มาร่วมสามปีแล้ว  เกรงจะใช้ได้ไม่คุ้มพรรษา ไหน ๆ เราไปแสวงหาบริขารให้สมบูรณ์แล้วจึงกลับขึ้นมาใหม่  จึงรับนิมนต์ท่าน  เมื่อลงมาก็ได้สมประสงค์ทุกอย่าง  แลความเห็นวิปลาสนั้นก็หายไปเอง

 

 

                                      Back to top