๑๖. พรรษา ๘ จำพรรษาที่บ้านพระครือกับพระมหาปิ่น ( พ.ศ. ๒๔๗๓ )

 

  

 

         เราได้พาชาวบ้านย้ายวัดจากริมห้วยบ้านพระครือ  ไปตั้งตอนกลางทุ่งริมหนองบ้านแอวมอง   ภายหลังท่านอาจารย์มหาปิ่นจึงได้มาร่วมจำพรรษาด้วย   ในพรรษานี้พระผู้ใหญ่มี   พระอาจารย์ภูมี อาจารย์กงมา แลเรา โดยพระอาจารย์มหาปิ่นเป็นหัวหน้าตลอดพรรษาเราได้รับภาระแบ่งเบาเทศนาและรับแขก ช่วยท่านเป็นประจำทุก ๆ วันพระ พระเณรและญาติโยมก็พากันตั้งใจปรารภความเพียรโดยเต็มความสามารถของตน ๆ นับว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก บางคนภาวนาเห็นนั้นเห็นนี่ต่าง ๆ นานา  จนลืมบ้านลืมลูกเมียด้วยการเพลินใจในการภาวนา  ออกพรรษาแล้วเราพร้อมด้วยอาจารย์ภูมีและคณะได้ลาท่านอาจารย์มหาปิ่นออกไปเที่ยววิเวกทางบ้านโจด   หนองบัวบาน อำเภอกันทรวิชัย ( โคกพระ )  จังหวัดมหาสารคาม  เขาได้นิมนต์ให้ไปพักที่หนองแวง  ข้างโรงเรียนนั่นเอง ได้เทศนาอบรมประชาชนอยู่ ณ ที่นั้นพอสมควร  แล้วญาติโยมทางบ้านโจด หนองบัวบานไปตามกลับมาภายหลัง ณ ที่นั้นได้กลายเป็นวัดถาวรไปแล้ว การกลับมาบ้านโจด หนองบัวบานครั้งหลังนี้ ได้ไปพักที่ป่าดง ข้างหนองตอกแป้น  คราวนี้มีผู้คนมาอบรมกัมมัฏฐานมากแลเป็นแม่ชีและชีปะขาวก็มาก  ผู้ที่เข้ามาอบรมได้ผลเป็นที่อัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง  ลูกหลานผิดด่าว่าร้ายกันอยู่ในบ้านโน้น  ภาวนาอยู่ที่วัดก็รู้ได้  คนที่ภาวนาเป็นก็เป็นอย่างน่าอัศจรรย์ คนที่ภาวนาไม่เป็นเพียงแต่บวชกับเพื่อนไปก็มี วันหนึ่งพระภาวนาได้นิมิตแม่ชีสาวมาขอจับเท้าพระ เราได้เรียกแม่ชีมาเทศน์   ให้เห็นโทษในกามทั้งหลายว่า  เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แล้วชี้ลงที่รูปเป็นเหตุให้ติดหลายอย่าง  จนเป็นเหตุให้แม่ชีคนนั้นรู้ตัว  แกได้พูดว่า  รู้ได้อย่างไร
         จวนเข้าพรรษา  ท่านอาจารย์สิงห์ได้สั่งให้เราไปจำพรรษาที่อำเภอพล  ให้อาจารย์ภูมีอยู่แทนต่อไป