๑๕. พรรษา ๗ จำพรรษาบ้านนาทราย ( พ.ศ. ๒๔๗๒ )

 

  

 

          จวนเข้าพรรษาท่านอาจารย์เสาร์ได้ให้เราไปจำพรรษาที่บ้านนาทราย   พระอาจารย์ภูมีไปจำที่บ้านนาขี้ริ้นเพื่อฉลองศรัทธาญาติโยม    พรรษานี้สุขภาพของเราไม่ดีเลย     แต่เราก็ไม่ท้อถอยในการทำความเพียรภาวนากัมมัฏฐาน  จนถึงขนาดพลีชีพเพื่อบูชาพระรัตนตรัยเอาเลย  มันให้คำนึงถึงอนาคตภัยทั้งส่วนตัวและพุทธศาสนาว่า   บรรพชาเพศของเราจะอยู่ตลอดไปได้หรือไม่หนอ    บางทีบ้านเมืองเกิดจลาจลประเทศชาติถูกข้าศึกรุกราน เราอาจถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร    หรือมิฉะนั้นชาติบ้านเมืองตกไปเป็นขี้ข้าของชาติอื่น    เราจะบวชอยู่ได้อย่างไร ถึงแม้จะอยู่ไปก็ไม่สะดวกแก่การปฏิบัติธรรมวินัย    เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะทำอย่างไร    อนึ่งเวลานี้ครูบาอาจารย์ของเราก็ยังมีหลายท่านหลายรูปอยู่    เมื่อท่านเหล่านั้นแก่เฒ่าชราล่วงโรยไปหมดแล้วใครหนอจะเป็นผู้นำหมู่นำคณะในทางปฏิบัติศีลธรรมเล่า  แสงแห่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็มีแต่จะหรี่ลงทุกที    เมื่อคิดไป ๆ ก็ทำให้ใจเศร้าสลดสังเวชทั้งตัวเองแลพุทธศาสนาคล้าย ๆ  กับว่ากาลนั้นจะมาถึงเข้าในวันสองวันข้างหน้า   ทำให้ใจว้าเหว่ยิ่งขึ้นทุกที  พอมาถึงจุดนี้เราหวนระลึกย้อนกลับเข้ามาหาตัวว่า  ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังปกติดีอยู่    ครูบาอาจารย์ผู้นำก็ยังมีอยู่พร้อม   และเราก็ได้อบรมมาพอสมควรแล้ว  เมื่อมีโอกาสเช่นนี้    เราจะต้องรีบเร่งทำความเพียรภาวนา   จนให้เข้าใจในธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจนพึ่งตนเองได้  หากจะมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นข้างหน้า  ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือพระพุทธศาสนา  เราก็จะได้ไม่เสียที
          พอได้อุบายอันนี้ขึ้นมามันทำให้ใจกล้าปรารภความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว     ทั้ง ๆ ที่ในพรรษาเรานั่งไม่ได้ ต้องใช้อิริยาบถเดินเป็นส่วนใหญ่  ออกพรรษาแล้วได้ทราบข่าวว่าคณะท่านอาจารย์สิงห์และพระมหาปิ่นกลับจากอุบลไปถึงขอนแก่นแล้ว  เราจึงได้ไปลาท่านอาจารย์เสาร์แล้วออกเดินทางไปเพื่อนมัสการท่านทั้งสอง  พอดีในปีนั้นทางราชการได้ประกาศไม่ให้ประชาชนนับถือภูตผีปีศาจ ให้พากันปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย  ทางจังหวัดจึงได้ระดมคณะของท่านอาจารย์สิงห์ให้ช่วยปราบผี เมื่อเราไปถึงก็เลยเข้าขบวนกับท่านบ้าง