๑๔. พรรษา ๖ จำพรรษาอยู่ที่ถ้ำพระนาผักหอก ( พ.ศ. ๒๔๗๑ )

                   ๑๔.๑ เรื่องของหลวงตามั่น

                   ๑๔.๒ เรื่องของหลวงเตี่ยทองอินทร์

                   ๑๔.๓ อยู่ด้วยท่านอาจารย์เสาร์

 

 

๑๔. พรรษา ๖ จำพรรษาอยู่ที่ถ้ำพระนาผักหอก ( พ.ศ. ๒๔๗๑ )


  

 

           เราได้พาเอาโยมพ่อไปอยู่ถ้ำด้วย ตั้งแต่ท่านบวชเป็นชีปะขาวมาได้ ๑๑ ปีแล้ว เรายังไม่เคยได้ให้ท่านอยู่จำพรรษาด้วย และก็ไม่เคยมาจำพรรษาใกล้บ้านอย่างปีนี้เลย ปีนี้นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้อุปการะท่านในด้านทางธรรม   และท่านก็ได้ทำภาวนากรรมฐานอย่างสุดความสามารถของท่านได้ผลอย่างยิ่งจนท่านอุทานออกมาว่า  ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตพึ่งได้ซาบซึ้งในรสชาติของพระธรรมในครั้งนี้เอง  ท่านนั่งภาวนากัมมัฏฐานได้นานเป็นเวลาถึง ๓ - ๔  ชั่วโมงทีเดียว เราดีใจมากที่ได้สังเคราะห์ท่านสมเจตนารมณ์ของเรา  แต่เมื่อถึงกาลเวลาเข้าแล้ว  คนเรามันมักมีอันเป็นไป  กล่าวคือ  ท่านมาเกิดอาพาธ ลูกหลานเขามองเห็นความลำบากเมื่อเจ็บมากในเวลาค่ำคืน เพราะอยู่สองคนพ่อลูกด้วยกันเท่านั้น ไม่ทราบว่าจะวิ่งไปพึ่งใคร  เขาจึงได้พากันมารับเอาลงไปรักษาที่บ้าน  แต่ท่านก็ไม่ยอมกลับไปอยู่ที่วัดเดิม ให้เขาเอาไปไว้ที่ห้างนาของท่านกลางทุ่ง  เราได้ตามไปให้สติบ่อย ๆ
           ในปีนั้น มีสิ่งที่น่ามหัศจรรย์อยู่อย่างหนึ่งสำหรับโยมพ่อของเรา   กล่าวคือ    ข้าวกล้าในนาของชาวบ้านทั้งหมดแถบนั้นไม่ดีเลยทั้ง ๆ  ที่ฟ้าฝนก็พอปานกลาง   ต้นข้าวแดงไปหมด  มีข้าวที่เขียวงามผิดหูผิดตาของคนทั้งหลายเฉพาะทุ่งนาที่ท่านอยู่เท่านั้น  จนชาวบ้านพูดกันว่า  คุณพ่อปะขาวคงจะไม่รอดปีนี้  แล้วก็เป็นความจริงอย่างที่เขาพูด  วันนั้นเราได้ไปให้สติและอุบายต่าง ๆ จนเป็นที่พอใจของท่าน  ท่านก็ยังแข็งแรงดี  จวนค่ำเราจึงกลับที่อยู่ถ้ำพระนาผักหอก    กลางคืนวันนั้นเองท่านได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการมีสติสงบอารมณ์อยู่ตลอดหมดลมหายใจ รุ่งเช้าเขาได้ไปตามเรามา แล้วก็ทำการฌาปนกิจศพของท่านให้เสร็จเรียบร้อยในวันนั้นเอง ถึงแก่กรรมเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๑  อายุได้ ๗๗ ปี  บวชชีปะขาวอยู่ ๑๑ ปี
           ก่อนโยมพ่อของเราจะไปอยู่ด้วย เราอยู่คนเดียว หลังจากโยมพ่อของเราถึงแก่กรรมแล้วเราก็อยู่คนเดียวอีกนับว่าหาได้ยากที่จะได้วิเวกอย่างนี้  เราได้กำหนดในใจของเราไว้ว่า ชีวิตและเลือดเนื้อตลอดถึงข้อวัตรที่เราจะทำอยู่ทั้งหมด  เราขอมอบบูชาพระรัตนตรัยเหมือนกับบุคคลเด็ดดอกไม้บูชาพระ  ฉะนั้น แล้วเราก็รีบเร่งปรารภความเพียรอย่างแรงกล้า  ตั้งสติกำหนดจิตมิให้คิดนึกส่งออกไปภายนอก ให้อยู่ในความสงบเฉพาะภายในอย่างเดียว ตลอดวันยังค่ำคืนยังรุ่ง ก่อนจะนอนตั้งสติไว้อย่างไรตื่นมาก็ให้ได้อย่างนั้น   แม้บางครั้งนอนหลับอยู่ก็รู้สึกว่าตัวเองนอนหลับแต่ลุกขึ้นไม่ได้  พยายามให้กายเคลื่อนไหวแล้วจึงจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาโดยความเข้าใจในตนเองว่า  จิตที่ไม่คิดนึกส่งส่ายออกไปภายนอก  สงบนิ่งอยู่ ณ ที่เดียว นั่นแลคือความหมดจดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ปัญญาก็เอามาใช้ชำระใจที่ส่งส่ายแล้วเข้ามาหาความสงบนั่นเอง ฉะนั้นจึงไม่พยายามที่จะใช้ปัญญาพิจารณาธาตุ ขันธ์ อายตนะ เป็นต้น  หาได้รู้ไม่ว่า กายกับจิตมันยังเกี่ยวเนื่องกันอยู่ เมื่อวัตถุหรืออารมณ์อันใดมากระทบส่วนใดส่วนหนึ่งเข้าแล้ว มันจะต้องกระเทือนถึงกัน ทำให้ใจที่สงบอยู่แล้วนั้นหวั่นไหวไปตามกิเลสได้

           เราทำความเพียรเดินจงกรมจนเท้าทะลุเลือดออกแล้วก็เป็นไข้ตลอดพรรษา     แต่เราก็หาได้ท้อถอยในการปรารภความเพียรไม่  เราเคยได้อ่านเรื่องของพระเถระบางองค์ในสมัยก่อนเดินจงกรมจนเท้าแตก   เราไม่ค่อยจะเชื่อ คำว่า แตก คงหมายเอาไปกระทบของแข็งอะไรเข้าแล้วก็แตก ก็เดินจงกรมสำรวมในทางเรียบ ๆ จะไปกระทบอะไร  ความจริงศัพท์บาลีคำว่า  แตกหรือทะลุ  ใช้ศัพท์เดียวกันนั่นเอง และที่ว่าพระอาพาธ (ไข้)  เกิดจาก กรรม ฤดู น้ำดีกำเริบ  การกระทบสิ่งภายนอก แลเกิดจากทำความเพียร ก็เพิ่งมาเข้าใจเอานี่เองว่า  ความเพียรที่มีจิตกำลังกล้า ไม่มีปัญญา  แต่นี่เราอยู่คนเดียวไม่มีกัลยาณมิตร  กล้าแต่ความเพียรจิตไม่กล้าปัญญาไม่ค่อยดี จึงทำให้เป็นไข้
           ออกพรรษาแล้ว   เราจึงได้ย้อนกลับไปหาพี่ชายของเราและพระอาจารย์เสาร์ที่นครพนม   เพราะเราห่างจากหมู่เพื่อนและครูบาอาจารย์มาสองปีแล้ว  ตั้งแต่ท่านอาจารย์เสาร์และท่านอาจารย์มั่น  พร้อมทั้งหมู่คณะจากท่าบ่อไปในแถบนี้ยังเหลือพระคณะนี้เฉพาะเราองค์เดียว

 

 

                             Back  to top

 



                     ๑๔.๑ เรื่องของหลวงตามั่น

  

 

           ขณะนั้นหลวงตามั่นบ้านค้อ ได้มาจำพรรษาบ้านนาสีดา อันเป็นบ้านเกิดของเรา แกเที่ยวคุยและอาละวาดพระที่มีความรู้น้อยกว่าว่า   แกเป็นผู้เก่งทางศาสนา   สามารถโต้ตอบกับใครต่อใครให้ปราชัยไปได้   แม้พระกัมมัฏฐานทั้งหลายเห็นหน้าแกแล้วก็หลบหน้า  ดูซิ พระกัมมัฏฐานทั้งหลายอยู่ไม่ได้หนีไปหมดเพราะกลัวเรา ยังเหลือแต่คุณเทสก์องค์เดียว นี่อยู่ไม่กี่วันก็จะไปแล้ว    เขาได้ยินแล้วเบื่อไม่อยากพูด   ถึงพูดแกก็ว่าถูกแต่แกคนเดียว โต้กันไปเป็นเรื่องเป็นราว
           พอดีพรรษานั้นเกิดอธิกรณ์กับพระบ้านกลางใหญ่   เขาแอบไปนิมนต์เราให้ลงมาจากถ้ำพระเพื่อมาชำระอธิกรณ์  พอเราลงมาแกกลับให้ล้มเลิกอธิกรณ์นั้นเสีย  แกชวนทำอย่างนี้อยู่ร่ำไปจนเป็นเหตุให้พระแถวนั้นเอือมระอาไปหมด  นี่จะเป็นเพราะบ้ายอดังคนปักษ์ใต้พูดก็ได้  เพราะเขาขี้เกียจพูด  พูดไปก็ไร้สาระประโยชน์
           พอดีวันนั้นเป็นวันปวารณา  เขาทำบุญตามประเพณี   เขาไปนิมนต์แกมาร่วมเทศน์ด้วย   และเขาได้ไปนิมนต์เราลงมาร่วมด้วยเหมือนกัน   แต่เขาไม่ได้บอกให้แกรู้   พอดีเราเดินผ่านบ้านมาไม่เห็นมีคน   เขาไปรอคอยเราอยู่ที่วัดหมดแล้ว   ซึ่งผิดปกติจากทุกวัน   ก็แต่ไหนแต่ไรมาพอรู้ว่าเราจะเดินผ่านบ้านเขาจะมารอดูเราเต็มไปหมดสองข้างทาง  บางคนร้องเรียกจ้าละหวั่น  จนเราไม่อยากจะเดินผ่านบ้านกลางใหญ่
           พอแกเทศน์จบ เราเรียกประชุมสงฆ์ทั้งหมดแล้วปรารภเรื่องที่แกพูดว่า ไหว้พระเอาอะระหังขึ้นก่อนนั้นผิด เราไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ไหว้อรหันต์ไม่ได้ ให้แกอ้างเหตุผลประกอบ  แกบอกว่า ต้องว่า นะโมขึ้นก่อนซิแล้วว่า นะโม อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ   เราชี้ให้แกเห็นว่า  มันก็ไหว้อรหโตเหมือนกัน หลวงตาเป็นพระอรหันต์หรือ  จึงไหว้อรหโต

           ถึงตอนนี้  แกชักจะโกรธอย่างแรงทีเดียวว่า ถ้าไม่ได้เป็นพระอรหันต์แล้วไม่บวชอยู่อย่างนี้ดอก สึกออกไปนอนกับเมียดีกว่า  และพูดหยาบคาย…หลายอย่าง  ล้วนแต่คำไม่น่าฟังทั้งนั้น  จึงย้อนถามต่อไปว่า  ที่เราเป็นพระอรหันต์มีอะไรเป็นเครื่องวัด แกตอบว่า ดูดินเป็นเครื่องวัด เราบอกว่า ดินใคร ๆ ก็ดูได้ แม้แต่วัวควายมันก็กินหญ้าก้มดูดินอยู่ตลอดวันยังค่ำ มันเป็นอรหันต์หมดด้วยกันละซิ หลวงตานี่อวดอุตริมนุสสธรรมแล้ว  พอเราพูดเท่านี้แกตกใจหยุดชะงักพูดอะไรไม่ได้เลย  เราได้พูดหลายเรื่อง  เป็นต้นว่า แกพูดท้าทายหมู่เพื่อนและพระกัมมัฏฐานต่าง ๆ นานา เป็นจริงไหมขอให้พูดออกมา แกไม่พูดเลยเด็ดขาด
           เวลานั้นจวนค่ำแล้ว พระเขาจะปวารณา แกเข้าไปในอุโบสถจะปวารณากะเขาบ้าง แต่พระไม่ให้ปวารณาด้วย แกเลยกลับบ้านนาสีดาคนเดียว   วันนั้นคนทั้งบ้านแทบจะไม่มีคนอยู่เฝ้าบ้านเลย  มารวมกันที่  ณ  ที่วัดนั้นหมด กำนันตัวเอกซึ่งไม่เคยเข้าวัดเลยแต่ไหนแต่ไรมา  ก็เข้าวัดตั้งแต่วันนั้นมาจนกระทั่งวันตาย พอดีเย็นวันนั้นเราไม่ได้กลับถ้ำพระ   แต่นอนวัดบ้านนาสีดา   หลวงตามั่นได้กระหืดกระหอบมาหาเราแล้วพูดแทบไม่เป็นศัพท์เป็นแสงด้วยความน้อยใจ  แล้วจะหนีไปในคืนนั้น  ได้บอกว่าอับอายขายหน้าเขา อยู่ไม่ได้ เราได้ร้องขอให้อยู่ต่อไป รุ่งเช้าจึงไป ผมพูดตามเหตุผล ผมไม่มีความอิจฉาริษยาอะไรดอก คืนนั้นแกนอนไม่หลับหมดคืน เช้ามืดแกก็ไปโน่นไปหาเจ้าคณะอำเภอเขาโน่น  แกไปขอลาสึก  คืนเดียวเสียงกระฉ่อนดังไปหมด  เจ้าคณะอำเภอเขาก็รู้เรื่องนี้ด้วย บอกว่าไม่ต้องลาก็ได้ สึกเลยแกมาบ้านค้อ ลาพระเป็นครูสอนนักธรรม  พระเขาก็รู้อีกเหมือนกัน เขาบอกว่าไม่ต้องลาก็ได้  สึกเลย
           ผลสุดท้าย สึกแล้วเข้าห้องนอนเงียบอยู่บ้านภรรยาเก่าเป็นตั้งหลายวัน จึงค่อยมาให้คนเห็นหน้า
           เรื่องไร้สาระนำมาประกอบอัตตโนประวัติเพื่อให้สมบูรณ์ฉบับไม่นำมาหรือก็จะขาดเรื่องไม่สมบูรณ์ไป

 

 

                             Back  to top

 



                     ๑๔.๒ เรื่องของหลวงเตี่ยทองอินทร์

  

 

           นำเรื่องไร้สาระมาเล่าสู่กันฟังแล้ว  ทีนี้จะนำเอาเรื่องที่มีสาระมาเล่าสู่กันฟัง  หลวงเตี่ยทองอินทร์เดิมแกเป็นคนโคราช  บ้านโคกจอหอ   แกมาค้าขายอยู่ท่าบ่อ  เป็นพ่อค้าใหญ่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในแถบนี้   แกเป็นคนมีศรัทธาทั้งผัวทั้งเมีย คนท่าบ่อรู้การรักษาศีลก็เพราะแก แกถวายสวนทำเป็นวัดชื่อ วัดอัมพวัน เอาชื่อของสองผัวเมียใส่ด้วย เพราะผัวชื่ออินทร์ เมียชื่ออ่ำ แล้วแกก็บวชทั้งสองผัวเมียอยู่มาได้ ๔ - ๕ พรรษา  แกเป็นโรคฟกบวมไปไหนไม่ได้ นอนอยู่กับที่ ถึงปีมาลูก ๆ เขาจะต้องทำบังสุกุลเป็นให้แก เราเลยถูกนิมนต์ไปทำบุญด้วย ทั้งที่เราไม่เคยเห็นหน้ามาแต่ก่อนเลย   เราได้ ๕ พรรษา   แกได้ ๗ พรรษาแก่กว่าเรา ๒ พรรษา  แกบอกว่า  เวลานี้ผมเหมือนคนตายแล้วครับ  เราบอกว่า คนตายแล้วมันดีซิ  แกบอกว่า ผมไม่ห่วงอะไรทั้งหมด จิตจดจ่อแต่มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ เท่านั้นแหละ เราบอกว่า  ถ้ายังปรารถนาอยู่ก็เรียกว่ายังไม่ตาย คนตายแล้วไม่ปรารถนาอะไรเลย   ตอนนี้แกชักอึ้งแล้ว   แกซักว่า  ไม่ให้ปรารถนาจะให้ผมทำอย่างไร   เราบอกว่า ให้ภาวนาพุทโธ ๆ เป็นอารมณ์เดียว
           ตอนนี้เรามองดูข้างล่างมีพระมาอยู่เต็มไปหมด   เราจึงรีบทำพิธีเสร็จแล้วก็ลงไป  ให้พระวัดอื่นมาทำพิธีต่อ (ตามปกติแล้ว เมื่อแกดี ๆ  อยู่ขยันไหว้พระสวดมนต์มาก ๗ วันจึงจะรอบของเก่า  เวลาพระอาจารย์ผู้ใหญ่มา เช่น อาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์ เป็นต้น แกเข้าไปหาแล้วออกมาบอกลูกและเมียว่า ทำบุญทำทานตักบาตรเท่านั้นก็พอแล้ว ไม่ต้องอะไรหนักหนา แต่ลูกสาวปฏิบัติได้ดีมาก)
           พอรุ่งเช้าขึ้นมีคนมาบอกว่า นิมนต์ไปหาหลวงเตี่ยด้วย แกมีเรื่องที่จะเล่าให้ฟัง เราบอกว่า ฉันเช้าแล้วจะไปให้รอประเดี๋ยว  พอเราไปถึงแกรีบเล่าเรื่องมหัศจรรย์ให้ฟังว่า  อาจารย์คืนนี้ผมแปลก  ไก่ซึ่งแต่ก่อนมันขันเสียงว่า เอ้กอี๊เอ้ก - เอ้ก แต่เมื่อคืนนี้ไม่ยักเป็นอย่างนั้น มันบอกว่า จิตเจ้าเป็นเอก ๆ ดังนี้
           (เมื่อจิตเป็นเอกคตารมณ์แล้ว เสียงมันจะปรากฏเป็นอย่างนั้น)
           อาจารย์ - ตุ๊กแก  เมื่อก่อนมันร้องว่า  ตุ๊กแก ๆ คืนนี้มันบอกว่า  ตัวเจ้าแก่แล้ว ๆ   (เป็นธรรมเทศนาเสียงอะไรซึ่งมีอาการคล้ายกันเป็นเครื่องสอนและจะสอนทันที)    เราได้บอกแกว่า   ถูกแล้วให้ตั้งใจภาวนาเข้า ทำใจให้แน่วแน่ ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน อย่าให้เผลอได้ ไหน ๆ เราก็ตั้งต่อความตายแล้ว
           วันหลังมีคนมาบอกว่า ขอให้อาจารย์รีบไปเร็ว หลวงเตี่ยจะสึกแล้ว  เราตกใจ  เรื่องอะไรทำไมจึงจะสึกเสียแล้ว ภาวนาพึ่งเป็น เราบอกว่า  เดี๋ยวก่อนอย่าพึ่งสึก ฉันข้าวเสร็จแล้วจะไป พอเราไปกุฏิแกมีลูกกรงกั้นสองชั้น  เราเปิดชั้นนอกเข้าไป  แล้วให้เด็กเฝ้าแกอยู่นั้น  เปิดอีกชั้นหนึ่ง  แกได้ยินเสียงของเราเท่านั้นแหละ ความสงสัยหายหมดเหมือนปลิดทิ้ง  แล้วเล่าให้ฟังว่า  ผมได้เล่าเรื่องต่าง ๆ  ที่ผมภาวนาเป็นให้ลูกสาวฟังดังผมได้เล่าถวายอาจารย์นั้น  พอเล่าไปเกิดวิตกขึ้นมาว่าตายจริง กูนี่ เป็นปาราชิก ข้อที่ว่าอวดอุตริมนุสสธรรมให้คนฟังแล้ว  เกิดความร้อนใจแล้วจะสึกให้ได้  พอดีได้ยินเสียงอาจารย์มา  ความเดือดร้อนอันนั้นเลยหายวาบไป  ผมไม่สึกแล้วคราวนี้  เราได้บอกว่า ไม่เป็นการอุตริมนุสสธรรมดอก เราไม่ได้หวังลาภหวังยศและความสรรเสริญ  เราพูดเพื่อศึกษาธรรมกันต่างหาก ไม่เป็นอาบัติ
           หลังจากนั้น    เราเป็นห่วงคิดถึงครูบาอาจารย์เพราะเราหนีจากอาจารย์มาได้  ๒  ปี     จึงได้ลาท่านไปนครพนมเพื่อเยี่ยมพระอาจารย์เสาร์

 

 

                             Back  to top

 



                     ๑๔.๓ อยู่ด้วยท่านอาจารย์เสาร์

  

 

           ท่านอาจารย์เสาร์ตามปกติท่านไม่ค่อยเทศนา    ถึงจะเทศน์ก็เป็นธรรมสากัจฉา    ปีนี้เราไปอยู่ด้วยก็เป็นกำลังของท่านองค์หนึ่ง  คือเดิมมีท่านอาจารย์ทุมอยู่แล้ว  เราไปอยู่ด้วยอีกรูปหนึ่ง  จึงเป็นสองรูปด้วยกัน และเราก็ได้ช่วยท่านอบรมญาติโยมอีกแรงหนึ่ง   ปีนี้เราได้ขออาราธนาให้ท่านถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก   ทีแรกท่านก็ไม่อยากถ่าย    พอเราอ้อนวอนอ้างถึงเหตุผลความจำเป็นเพื่อให้บรรดาศิษยานุศิษย์และลูกหลานยุคต่อไปได้มีโอกาสกราบไหว้เคารพบูชาท่านถึงได้ยอม นับเป็นประวัติการณ์   เพราะแต่ก่อนมาท่านไม่ถ่ายรูปเลย    แต่กระนั้นเรายังเกรงท่านจะเปลี่ยนใจ ต้องรีบให้ข้ามไปตามช่างภาพมาจากฝั่งลาวมาถ่ายให้ เราดีใจมาก ถ่ายภาพท่านได้แล้วได้แจกท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์   และท่านพระครูสีลสัมปัน  ( ภายหลังได้เลื่อนเป็นเจ้าคุณธรรมสารมุนี )   รูปท่านอาจารย์เสาร์ที่เราจัดการถ่ายครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นรูปของท่านครั้งเดียวที่มีโอกาสถ่ายไว้ได้       แม้ท่านอาจารย์มั่นก็เช่นเดียวกัน  การถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเป็นเรื่องที่ท่านปฏิเสธเสมอ  เราอาราธนาอ้อนวอนบ่อย ๆ ท่านก็ว่า  ซื้อขนมให้หมากินดีกว่า  แต่เมื่อเราอ้อนวอนชี้แจงเหตุผลหนักเข้า สุดท้ายท่านก็ใจอ่อน ทำให้เป็นบุญของคนรุ่นหลัง ๆ ได้มีโอกาสมีรูปของท่านไว้กราบไหว้สักการะ  ออกพรรษาแล้วท่านพระอาจารย์เสาร์ได้เที่ยวไปฟากโขงฝั่งโน้น  ไปพักอยู่ถ้ำส้มป่อย ซึ่งถ้ำนี้เมื่อท่านออกวิเวกครั้งแรก ท่านได้มาอยู่กับท่านอาจารย์มั่น เป็นถ้ำใหญ่ มีหลายซอกหลายถ้ำติดกัน มีตู้พระไตรปิฎกอยู่ในนั้นด้วยแต่ไม่มีหนังสือ  เราได้ตามท่านไป แต่ท่านไม่ได้อยู่เสียแล้วท่านเข้าไปในถ้ำเสือ  ซึ่งเดินไปอีกไกลจึงจะถึง  ทางเข้าไปเป็นเขาวงกต  มีภูเขาสลับซับซ้อนกันเป็นคู่ ๆ ถ้ำที่ท่านอยู่มีเสือมาออกลูกทางใต้ถ้ำ  เขาจึงเรียกถ้ำเสือ  ทางบนขึ้นไปสูงราวเส้นหนึ่งเป็นถ้ำยาวไปทะลุออกฟากโน้น ชาวบ้านเขาบอกว่าจุดไต้ไปหมด ๕ เล่ม  จึงทะลุออกฟากโน้น  ท่านอยู่ปากถ้ำนี้ มีพระเณร ๒ - ๓ รูป  ไปด้วย  มีตาแก่คนหนึ่งตามไปปฏิบัติท่าน ตาแก่คนนี้แกสุมไฟนอนอยู่ปากถ้ำ    กลางคืนวันหนึ่งได้ยินเสียงดังฮือ ๆ  แกลุกขึ้นมาก็ไม่เห็นมีอะไร แกสงสัยรุ่งเช้าเดินไปดูตรงที่ได้ยินเสียงนั้น   ปรากฏว่าเห็นรอยเสือมายืนอยู่ตรงนั้น    เข้าใจว่ามันจะเข้าไปในถ้ำ พอเห็นคนนอนอยู่มันเลยกลับ
           ถ้ำนี้ราบเกลี้ยงสองข้างเป็นเหมือนหิ้งตู้รถไฟ     มีน้ำย้อยอยู่ข้างใน    พระไปตักเอาน้ำที่นั้นมาฉัน  ไม่ต้องกรอง   สะอาด  ไม่มีตัวสัตว์   พระพาเราไปจุดเทียนไขหมดราวครึ่งเล่มสบายมากไม่มีอึดอัดใจ  ห่างไกลจากหมู่บ้านราวหนึ่งกิโลเมตร   เราอยู่ด้วยท่านสองคืนแล้วเดินทางกลับ   เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเราได้ข่าวว่าพวกคอมมิวนิสต์ขนครัวไปซุกอยู่ในนั้น  อเมริการู้เข้าเอาลูกระเบิดไปทิ้งใส่ถ้ำ   ลูกระเบิดถล่มปากถ้ำเป็นเหตุให้พวกคอมมิวนิสต์ตายอยู่ ณ ที่นั้นเป็นอันมาก  ไม่มีใครไปรื้อออกน่าสลดสังเวชชีวิตของคนเรานี้  หาค่าไม่ได้เสียเลย

 

 

                             Back  to top