๑. ความกดดันของกลียุคทำให้ใจหันเหไปได้เหมือนกัน


  

 

          ในระยะนี้   บ้านเมืองแถบนี้เกิดโจรขโมยลักโคกระบือ   มีอันธพาลเต็มไปหมดทั่วบ้านทั่วเมือง   แม้แต่เด็กขนาดอายุราว ๑๐ ขวบ   และผู้หญิงก็หัดเป็นขโมยกัน   เจ้าหน้าที่อ่อนแอ   ชาวบ้านต้องพึ่งตัวเอง   แต่ละบ้านต้องเลี้ยงสุนัขเป็นฝูง  กลางคืนต้องผลัดเปลี่ยนกันอยู่เวร   เมื่อโคกระบือถูกขโมยไป เจ้าของตามไปไถ่ถอน  มันจะต้องเรียกค่าไถ่เอาอย่างมันมีเอกสิทธิ์ที่เดียว   ถ้าใครใจเด็ดตามล่าเอาอย่างล่าสัตว์ในป่าแล้ว  คนนั้นจะค่อยมีความสุขหน่อย   การทำแบบนั้นเจ้าหน้าที่ก็ดูเหมือนจะชอบใจและสนับสนุนเสียด้วยซ้ำไป   เราตัวนิดเดียวก็อยากดังกับเขาบ้าง แต่มิใช่อยากดังเป็นนักเลงทางขี้ขโมย มันอยากดังด้านปราบขี้ขโมย ในใจมันคิดคำนึงอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรหนอเราจึงจะเหนียวจนคนฆ่าด้วยอาวุธไม่ตาย     แล้วจะมาปราบอ้ายเจ้าพวกเหล่านี้ให้ราบคาบไปจนสิ้นซากเสียที ในขณะนั้นมีพระขี้คุยรูปหนึ่ง ( ขอโทษ พูดให้สมเกียรติท่าน )    ซึ่งเรากำลังอุปัฏฐากอยู่นั้น   ภูมิลำเนาเดิมท่านอยู่บ้านม่วงไข่  เขตอำเภอวานรนิวาส  ติดต่อกับอำเภอบึงกาฬ ท่านคงแทงใจเราถูกทีเดียว  จึงพูดว่า "ออกพรรษาแล้ว มาไปกับฉัน ที่บ้านฉันมีสารพัดทุกอย่าง ต้องการตะกรุดเอย ว่านเอย หรือสรรพเครื่องคงกระพัน ทุกอย่างฉันมีพร้อม "   ราดีใจพร้อมด้วยชายหนุ่มใหญ่สามคน คือ พี่ชายของเราคนหนึ่งกับเพื่อน ๆ เขาอีกสองคน  สี่ทั้งตัวเราซึ่งเป็นเด็กกว่าเขา  ออกพรรษาแล้วได้ติดตามท่านไปจนถึงบ้านเดิมของท่าน  พอไปถึงแล้ว ตาย ที่ไหนได้กลายเป็นพระที่เท็จหลอกให้พวกเราไปส่งท่าน  ชาวบ้านแถบนั้นไม่มีใครนับถือเลย  ท่านบวชแล้วสึก   บวชแล้วสึกตั้งหลายครั้ง   ตอนหลังสุดได้ทราบข่าวว่า  สึกออกไปมีเมียแล้วสูบฝิ่นด้วยทั้งผัวทั้งเมีย   สองหนุ่มใหญ่ที่ไปด้วย  เขาพยายามอ้อนวอนขอเรียนแลขอของดีต่าง ๆ  ท่านก็พูดกลบเกลื่อนไป ๆ  มา ๆ  อ้างโน่นอ้างนี่   แก้ตัวพอพ้น ๆ ไป  เมื่อถามพระที่อยู่วัดนั้นจึงได้ความจริงว่า ท่านไม่มีของวิเศษวิโสอะไรดอก  แต่ท่านเป็นคนช่างพูด
          พวกเราอยู่ด้วยท่านราว ๑๐ วัน   จึงได้พากันลาท่านกลับด้วยความผิดหวัง  ในขณะที่อยู่ด้วยท่านนั้น  ท่านจะรบเร้าให้พวกเราหาปลาไหลมาให้ฉันทุกวัน   ปลาไหลท่านชอบนัก  ปลาอื่นท่านก็ไม่ชอบ   พวกเราเดินทางกลับ สามคืนจึงถึงบ้าน  โดยเฉพาะตัวเราแล้ว รู้สึกละอายแก่ใจมาก เพราะที่ตั้งเจตนาไว้ว่าออกจากบ้านไปครั้งนี้ จะไปแสวงหาเรียนวิชาคงกระพันเอาให้เชื่อมั่นได้ในใจ  ว่าเราจะไม่ยอมตายด้วยศาสตราวุธของคนอื่น   แล้วจึงจะกลับบ้าน เมื่อกลับมาถึงบ้าน  เพื่อน ๆ เขาพากันพูดสัพยอกต่างๆ นานา   ยิ่งละอายเขามาก  ก็ดีเหมือนกัน มันเป็นเหตุให้เราหายจากความเชื่องมงายในเรื่องเครื่องรางของขลังตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งบัดนี้  ใครจะมาพูดว่าดีอย่างไร ๆ ในใจมันเฉยเอาเสียเลย สมัยเมื่อเป็นสามเณร เพื่อน ๆ  เขามาชวนให้ไปเรียน  ขนาดเขาจะออกค่ายกครูให้และรับรองให้ทดลองเอาเลย  ใจมันก็ไม่ยอม
          นับว่าเป็นโชคดีของเราอย่างหนึ่งเราเกิดมาในสกุลที่มีศีลธรรมและได้อบรมอยู่ในวัดกับพระที่นับได้ว่าเป็นพระ เมื่อสิ่งแวดล้อมมันบีบบังคับ   จึงทำให้ใจของเราหันเหไปในทางที่เลว แต่สิ่งเลวที่เราต้องการนั้นก็ไม่สมประสงค์ หากสิ่งนั้นเป็นไปตามปรารถนาแล้ว ป่านนี้ตัวของเราก็ไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร  เรียกว่า  บุญกรรมนำส่ง หรือบุญวาสนาช่วยรักษาไว้ก็ว่าได้
          การออกจากบ้านไปทางไกลในชีวิตของเราครั้งนี้เป็นครั้งแรก  ขณะที่เราพากันอยู่บ้านม่วงไข่นั้น  กำลังเริ่มข่าวสงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะระเบิด ใครมาวัดก็พากันเล่าแต่เรื่องสงคราม  เราคิดถึงบ้านน้ำตาร่วงทุกวัน บางวันนอนดึกกว่าจะหลับคิดถึงพ่อแม่มาก  เมื่อเรากลับมาถึงบ้านแล้วก็ปฏิบัติพระในวัดเช่นเคย เว้นแต่เราไม่นอนจำวัดประจำ ตอนนี้เราทำหน้าที่เป็นไวยาวัจกรติดต่อพระกับชาวบ้านได้เป็นอย่างดีมาก ชาวบ้านทุกคนก็ดูเหมือนจะชอบใจเรามากขึ้น  เพราะใช้เราคล่อง  ประกอบด้วยขณะนั้นเรากำลังแตกเนื้อหนุ่ม  เขาทั้งใช้ทั้งสัพยอกไปในตัวด้วย เราเข้าวัดสนิทติดต่อกับพระเณรมาเป็นเวลายาวนานประมาณหกปี    แต่ไม่เคยมีพระองค์ไหนจะสอนให้เรารักษาศีลห้า ศีลแปด ที่จริงก็น่าเห็นใจเหมือนกัน เพราะพระสงฆ์ในสมัยนั้นขาดการศึกษาเอามาก ๆ ทีเดียว