|
เนื่องจากในระยะนี้
จะเพราะชีวิตของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
โยมพ่อของเราจึงสนใจในตัวเรามากเป็นพิเศษ
ตอนรับประทานอาหารเย็น (ราว ๑ ทุ่ม )
เสร็จแล้วท่านมักจะหาเรื่องแลชักอุทาหรณ์ไม่ว่าด้านทางโลกแลทางธรรมมาสอนเราอยู่เสมอ
บางทีก็ถามปัญหาหยั่งความคิดเห็นของเราบ้าง เช่น ท่านถามว่า "มึงชอบผู้หญิงและเมื่อจะแต่งงาน
จะแต่งงานกับผู้หญิงชนิดไหน" ดังนี้เป็นต้น คำตอบเรายังจำได้ไม่ลืมว่า
"ชอบผู้หญิงผิวขาวเหลือง
เนื้อกลมเกลี้ยงและสุภาพเรียบร้อย พร้อมทั้งกายแลวาจาใจ ส่วนสกุลไม่ค่อยมีปัญหา
หากมีสกุลด้วยยิ่งดี" วันหนึ่งเรานอนหลับกลางคืนได้เกิดสุบินนิมิตว่า
เรากับเพื่อนหลายคนด้วยกันออกจากบ้านไปเที่ยวตามท้องทุ่งนาตามประสาของเด็กสมัยนั้น
ขณะนั้นได้มีพระกัมมัฏฐานสองรูปสะพายบาตรแบกกลดเดินมา
เห็นเราเข้าแล้วหนึ่งในสองนั้นวิ่งปรี่เข้าหาเราเลย เรากลัว
วิ่งหนีไม่คิดชีวิตชีวาเอาทีเดียว เพื่อนๆ
เขาก็เฉยๆ ดูเหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเลยอย่างนั้นแหละ
เมื่อเป็นเช่นนั้น โน่นแน่ะ ที่พึ่งขั้นสุดท้ายของเราก็คือบ้านแลพ่อแม่
แต่ที่ไหนได้เมื่อวิ่งขึ้นไปบนบ้าน เรียกร้องขอให้พ่อแม่ท่านช่วยบ้าง
ท่านกลับเฉย ดูเหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเหมือนกัน
ส่วนพระกัมมัฏฐานรูปนั้นท่านก็วิ่งติดตามมามิได้หยุดจนกระชั้นชิด
เราวิ่งเข้าในห้องนอนมุดเข้ามุ้งเลย ท่านก็บุกเข้าไปจนได้
เลิกมุ้งขึ้นแล้วใช้แส้หวดเราลงไปอย่างเต็มแรง
เราตกใจสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมา
ได้สติตัวสั่นเหงื่อเปียกโชกไปหมดทั้งตัว หัวใจยังสั่นริกๆ
อยู่เลยที่ถูกแส้ท่านฟาดก็ดูยังปรากฏแสบๆ อยู่
เราเข้าใจว่าเป็นความจริงเอามือลูบๆ
ดูก็ยังเข้าใจว่าเป็นจริงอย่างนั้นอีกด้วย
เมื่อเรามาตั้งสติกำหนดทวนเหตุการณ์ไปมาโดยรอบคอบจนกระทั้งจิตสงบหายกลัวแล้ว
เรื่องทั้งหลายแหล่จึงค่อยสงบลง เรื่องนี้เราได้ลืมไปแล้วเป็นเวลาช้านาน
จนกระทั่งเราได้ออกเดินรุกขมูลกัมมัฏฐานกับท่านอาจารย์ของเรา
เหตุการณ์ชี้อนาคตในชีวิตของเราถูกต้องสมเป็นจริงทุกประการ อีกเรื่องหนึ่งในระยะเดียวกันนี้
คือวันหนึ่ง
แต่มิใช่นิมิตความฝัน เป็นแต่นอนไม่หลับจนดึก
เพราะมาระลึกถึงพระคุณของบิดามารดามาก คิดไป
พิจารณาไปว่าบิดามารดาของเราเลี้ยงเราด้วยความทุกข์ยากกรากรำตั้ง ๑๐
ชีวิตจนเติบโตขึ้นมา ต่อไปไม่นานลูกๆ เหล่านั้นเมื่อเขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว
ต่างก็แยกย้ายกันออกไปอยู่เป็นของใครของมัน
พอคิดมาถึงตอนนี้ทำให้ระลึกถึงบิดามารดาว่า เอ๊ะ
บิดามารดาของเราล่ะใครจะเลี้ยงดูท่าน
โดยที่มิได้คิดถึงอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรตามวิสัยของเด็กแล้วทำให้เกิดเศร้าสลดใจในความอนาถาของบิดามารดาเป็นอย่างยิ่ง
จนสะอื้นน้ำตาร่วงหมอนเปียกไปหมด
อาการเช่นนี้เป็นอยู่นานครันทีเดียว
ยิ่งคิดจิตก็ยิ่งละห้อยถึงท่านทั้งสองเป็นกำลัง
ภายหลังมาตัดสินใจด้วยตนเองว่า เราล่ะ โตมาเราจะไม่แต่งงานอย่างเขา
เมื่อเขาแยกย้ายกันออกจากบ้านไปแล้ว
เราจะรับเลี้ยงบิดามารดาของเราแต่ผู้เดียวให้เต็มที่
เมื่อเราตกลงตัดสินใจของเราคนเดียวอย่างนั้น
แล้วก็เกิดความเต็มตื้นอิ่มใจ
เวลานั้นก็ดึกครันจึงได้นอนหลับไป ธรรมทั้งหลายมีอยู่ที่ตัวเราทุกคน
ผู้รู้ธรรมคือใจ ที่จะรู้มากรู้น้อย หยาบ ละเอียด
ก็แล้วแต่ความสามารถ บุญบารมีหรือการอบรมของแต่ละบุคคล การตัดสินใจของเราครั้งนั้น
เพราะความกตัญญูระลึกถึงพระคุณของผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง อีกคืนหนึ่งก็เหมือนกัน
เราได้นอนคิดหวนลำดับถึงกิจการงานอาชีพความเป็นอยู่ของชาวบ้านเหล่านั้น
ว่าเริ่มต้นระหว่างเดือน มีนา-เมษา จะต้องถางป่า
ทำไร่แห้งแล้วจุดไฟเผา ขุดรากไม้หัวตอทำรั้วกั้น
ฝนตกลงมาจะต้องนำพืชพันธุ์ต่างๆ ไปปลูกตามต้องการ
พร้อมกันนั้นถ้าครอบครัวไหนคนไม่มากพอจะต้องแบ่งเวลาไปไถนาแลหว่านกล้าด้วย
ทำอย่างนั้นเรื่อยไปจนกล้าจะแก่พอปักดำได้ แล้วก็ลงมือปักดำไปเลย
นี่พูดเฉพาะปีที่ฟ้าฝนตกดีเป็นปกติ
ถ้าปีไหนแล้งก็จะต้องเสียเวลาและเสียหายมากไปอีกด้วยอีกส่วนหนึ่ง
โดยมากแม่บ้านจะต้องเตรียมเสบียงไว้ให้เพียงพอ เป็นต้นว่า ข้าวสาร พริก
เกลือ ปลาร้า ยาเส้น
เมื่อลงมือทำนาแล้วจะไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องการแสวงหาเสบียง
การทำนานี้ปกติถ้าฝนฟ้าดี มักจะไปเสร็จเอาเดือนสิงหาคม
หรือต่อเดือนกันยายน
เมื่อเสร็จจากการปักดำแล้วต่างก็พากันหาเสบียงกรังไว้เมื่อยามเก็บเกี่ยวอีก
นอกจากนี้ก็เตรียมเครื่องมือไว้จับปลาในหน้าแล้งต่อไป
พอพระออกพรรษาก็เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวนา
บางทีก่อนเก็บเกี่ยวข้าวนาต้องไปเก็บเกี่ยวข้าวไร่ไว้ก่อนด้วย
ในขณะเดียวกันนี้ยังมีการเก็บพืชผลของไร่เป็นต้นว่า พริก ฝ้าย
และถั่วอีกด้วย สมัยเมื่อข้าวนายังดีอยู่
การเก็บเกี่ยวมักจะไปเสร็จเอาโน่น สิ้นเดือนมกราคมโน่น
แล้วขนขึ้นยุ้งตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่เก็บเกี่ยวอยู่นี้
ตอนกลางคืนจะต้องจักตอกสำหรับผูกฟ่อนข้าวไว้อีกด้วย เมื่อเสร็จจากการทำนาแล้ว
ต่อนั้นก็ต้องหาฟืนต้มน้ำอ้อย การต้มน้ำอ้อย
ตอนบ่ายของทุกวันจะต้องเข้าสวนอ้อยตัดให้พอแก่การที่จะต้มในวันรุ่งขึ้น
เมื่อตัดแล้วก็ต้องแบกขน
ผู้มีเกวียนก็ใช้เกวียนเป็นพาหนะขนมาไว้ในโรงต้มน้ำอ้อย
ตื่นเช้ามืดต้องออกไปหีบอ้อยจนกว่าจะแล้วเสร็จก็สายครันทีเดียว
ถ้าคนไม่พอสายมากก็ต้องแบ่งกันมาทำอาหารไว้ท่า
เสร็จจากหีบอ้อยแล้วก็รวมกันรับประทานอาหาร
แล้วต่างก็แยกกันไปทำงานตามหน้าที่ของตน
คงยังเหลือแต่คนเฝ้าหม้อน้ำอ้อยเท่านั้น
บางเจ้ามีน้ำอ้อยมาก
กว่าจะเสร็จก็ถึงเวลาเข้าป่าถางไร่อีกแล้ว แหม
คืนวันนั้นทำไมเราจึงมาทบทวนคิดลำดับการงานที่ผู้ใหญ่เขาทำอยู่ได้ละเอียดถูกต้องถี่ถ้วนนี่กระไร
แล้วทำให้ใจเราหดหู่
สงสารในชีวิตของคนเราที่เกิดมา
มันช่างไม่มีโอกาสและเวลาว่างเอาเสียจริงๆ
เมื่อเกิดมาแล้วมีแต่การกระทำกับกระทำเท่านั้น
จะต่างกันก็แต่หน้าที่และฐานะของแต่ละบุคคลเท่านั้น
หากยังไม่นอนหลับหรือตายเสียแล้ว
ก็จะต้องพากันทำอยู่อย่างนี้ร่ำไป
ซึ่งมันตรงกันข้ามกับความคิดเห็นของเราที่กำลังเมาอยู่ในวัยเด็ก โดยคิดว่า
แหม โลกนี้มันช่างสนุกเสียนี่กระไร
เพราะเด็กในสมัยนั้นไม่มีการศึกษา และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งหมด
รับประทานแล้วก็มีแต่เที่ยวเล่นสนุก ๆ ตามเพื่อน
หากจะมีการเลี้ยงโคกระบืออยู่บ้างก็เป็นการสนุกของเขาไปเสียเลย คืนวันนั้นเราเห็นความทุกข์ของมนุษย์ชาวโลกที่เกิดมาชัดด้วยใจของตัวเองอย่างไม่เคยคิดและเห็นมาก่อนเลย
แต่การเห็นความทุกข์ในครั้งนั้นเห็นแต่ว่ามนุษย์คนเราเกิดมาเป็นทุกข์
เพราะการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไม่มีเวลาว่างเว้นแต่ละวัน
แต่หาได้รู้ไม่ว่า จะทำอย่างไร
จึงจะพ้นจากทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ จึงไม่ได้จัดเข้าในทุกขอริยสัจจ์
เป็นแต่ทุกขสัจจ์เฉย ๆ
|