ประวัติของบิดามารดา

 

  


           มาตอนนี้ เราอดที่กล่าวถึงประวัติของบิดามารดาไม่ได้  เพราะเราระลึกถึงพระคุณของท่านทั้งสองมากเป็นพิเศษ  เกี่ยวกับในระยะนี้ท่านอบรมเราในด้านต่างๆ  โดยเฉพาะเรื่องศีลธรรมมาก  แล้วก็ดูเหมือนท่านจะรักเรามากเป็นพิเศษอีกด้วย พร้อมกันนั้นท่านก็เคยเล่าประวัติชีวิตผจญภัยของท่านทั้งสองมาให้ฟังโดยละเอียด เราได้ฟังแล้วทำให้เศร้าใจและเกิดความสงสารท่านมาก
           ดังได้กล่าวแล้วในข้างต้น บิดามารดาของเราทั้งสองเป็นชาวอพยพและกำพร้าพ่อด้วยกันทั้งสองโยมพ่อนั้นภูมิลำเนาเดิมอยู่บนที่สูง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ได้พากันอพยพหนีความอดอยากแร้นแค้นลงมาสู่ที่ลุ่ม เพราะมีคนเขาไปเล่าให้ฟังว่า ทางเมืองหนองคายข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์มาก ถิ่นเดิมนั้นถึงแม้จะมีอาชีพทำนาก็ไม่พอกิน เพราะพื้นที่เป็นภูเขามาก ต้องทำไร่ตามดอยเพิ่มอีก แล้วก็ทำกันมาก ๆ เสียด้วย โยมพ่อเราเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านกำพร้าพ่อ ต้องพาน้อง ๔ ชีวิตกับแม่อีกหนึ่งคนทำงานหาเลี้ยงกัน  ทำไร่กว้างจนสุดลูกตา ไร่ไม่ต้องทำห้างนา รับประทานข้าวกลางแจ้ง เพราะกลัวน้องๆ กินแล้วจะขี้เกียจไม่ลงทำงาน ถึงขนาดนั้นถ้าปีไหนฟ้าแล้งฝนไม่ดีก็ยังไม่พอรับประทานเลย บางครอบครัวอดข้าว รับประทานลูกมะก่อแทนข้าวพอประทังชีวิตไปตั้งเป็นเดือนก็มี
           การอพยพลงมาครั้งนี้มีน้อง ๔ คน กับแม่อีกคน คือ นางบุญมา ๑ นายกัณหา เรี่ยวแรง ๑ นายเชียงอินทร์ เรี่ยวแรง ๑ นางแตงอ่อน ๑ นอกจากนี้ยังมีญาติ ๆ แลผู้สมัครใจมาด้วยกันอีกเป็นอันมาก การอพยพจะต้องผ่านภูเขาสูงๆ เช่น ภูฟ้า ภูหลวง และป่าดงทึบ มาเป็นลำดับ ผู้มีช้างมีต่างเป็นพาหนะก็ค่อยยังชั่วหน่อย ผู้ไม่มีอะไรนั้นสิใช้บ่า  แรงของใครของมันเป็นพาหนะหาบหาม  กว่าจะถึงบ้านนางิ้ว  ก็กินเวลานานกว่าอาทิตย์  เมื่อมาถึงครั้งแรกได้มาตั้งที่พักลงที่ริมหนองปลา ที่หนองเต่าเลย  แล้วภายหลังจึงได้ย้ายมาอยู่  ณ  บ้านนางิ้ว จนกระทั่งบัดนี้
           ฝ่าย โยมแม่ เป็นชาวพวนซึ่งทัพไทยกวาดต้อนมาจากประเทศลาวสมัยรัชกาลที่ ๓ แล้วได้เอาไปปล่อยทิ้งไว้เขตอุตรดิตถ์ จึงได้ตั้งรกรากลงที่เมืองฝาง ( ปัจจุบันเป็นตำบล ) อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มารดาของเราเคยเล่าว่า "แม่ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่ออพยพลงมาจากเมืองเชียงขวาง ยังเป็นเด็กอยู่มากเดินไม่ไหว ผู้ใหญ่เอาท่านใส่กระบุงหาบคู่กับของ บุกป่า ข้ามห้วย หุบเขา มาเป็นลำดับ จนถึงเมืองฝาง ณ ที่นี้เอง ยายโตขึ้นแล้วได้แต่งงานจนมีลูกสองคน คือตัวท่านแลน้องชายอีกคนหนึ่ง ต่อมาพ่อก็ตายยังคงเหลือแต่สามแม่ลูก ในสมัยนั้นเกิดโจรขโมยอันธพาลเต็มบ้านเต็มเมือง เจ้าหน้าที่ก็อ่อนแอไม่สามารถจะปราบได้
          
           สิ่งแวดล้อมมันทำให้คนดีๆ กลับเป็นคนเลวไปได้เหมือนกัน เชียงทอง ซึ่งเป็นคนพวกชาวอพยพนั้นเอง ก็เป็นนักเลงกับเขาไปด้วย จนอยู่บ้านไม่ติด ได้หนีเตลิดเปิดเปิงลงมาเที่ยวหลบภัยอยู่ทางแถวตำบลกลางใหญ่ อำเภอบ้านผือนี้เอง เมื่อมาเห็นนิสัยใจคอและความสงบสุขของผู้คนพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ในอาชีพของคนถิ่นนี้แล้ว   จึงได้กลับไปชักชวนเอาญาติ ๆ และพรรคพวกพากันอพยพลงมา "

           การมาครั้งนี้โยมแม่เล่าให้ฟังว่า มาด้วยกันมาก ตั้งหลายสิบคน   พากันเดินทางมาทางเพชรบูรณ์ แล้วเดินเรื่อยลงมาพักอยู่ที่วัดบ้ายห้วยพอด จังหวัดเลย ได้เกิดโรคไข้ทรพิษตายกันก็มาก ด้วยคุณงามความดีของชาวบ้านห้วยพอดที่เอาใจใส่ช่วยเหลือยามขัดสน บางคนก็เลยตั้งหลักฐานอยู่ ณ ที่นั้นก็มี   ส่วนคณะของเชียงทองได้เตลิดเลยลงมาจนถึงบ้านกลางใหญ่ โยมแม่ของเรามีสามแม่ลูก กับน้าผู้ชาย ( น้องของโยมยาย ) ได้อาศัยเพื่อนผู้ใหญ่เขามา คนเราคราวจะได้รับทุกข์อับจนมันหากมีอันเป็นไป เมื่อเดินทางมาด้วยกันดี ๆ ไม่เคยมีปากเสียงอะไรกันเลย น้องชายโยมแม่ไปพบพ่อค้าชาวพม่าเข้าเลยติดตามเขาไปเฉยๆ จนกระทั่งบัดนี้ไม่ได้ทราบข่าวเป็นตายร้ายดีอย่างไรเลย เมื่อมาถึงบ้านกลางแล้ว หมู่หนึ่งได้แยกย้ายลงไปอยู่บ้านนาบงภูเผด อำเภอโพนพิสัย น้าผู้ชายของโยมแม่ก็แยกตามเขาไปอีกคน คงยังเหลือแต่สองแม่ลูกกำพร้าพ่ออยู่อาศัยเพื่อนร่วมทุกข์ผู้ใหญ่เขาต่อไป ภายหลังจึงได้มาพบเนื้อคู่โยมผู้ชาย  รักและแต่งงานอยู่กินร่วมกัน  ตั้งหลักฐานลง ณ ที่บ้านนาสีดา  จนมีบุตรร่วมกันดังกล่าวแล้วข้างต้น
           ส่วนยายก็ได้แต่งงานกับเชียงทอง  ซึ่งมาด้วยกันแต่ทุ่งล่างอยู่ด้วยกันตามประสาคนแก่  แต่เคราะห์ร้ายมาถึงเข้า กิ่งไม้หักตกลงมาถูกศรีษะแตกเลยตาย เชียงทองคนนี้บาปกรรมของแกก็ไม่ดี บาปกรรมตามสนอง เมื่อยายตายแล้วแกยังได้ภรรยาคนใหม่ซึ่งเป็นคนอพยพหมู่เดียวกันนั้นเอง ต่อมาภรรยาคนใหม่นี้ก็มาผูกคอตนเองตายอีก แกจึงรู้ตัวว่าบาปกรรมแกมากจึงเข้าวัด นุ่งขาวรักษาศีล ๘ จนแก่ อายุราว ๑๐๐ ปี แต่ไม่ได้อยู่ที่วัด แกอยู่กับลูกหลานที่บ้านนั้นเอง จะไหว้พระสวดมนต์ ลูกหลานก็รำคาญหนวกหู ไหว้พระทีไรลูกก็เอ็ดเอา แก่มากแล้วไปไหนไม่ได้ กินแล้วก็บอกว่าไม่ได้กิน ลูกหลานรำคาญแช่งให้แกตายทุกวัน ส่วนแกก็แช่งลูกๆ หลานๆ ให้เป็นอย่างแกแลให้ฉิบหายด้วยประการต่าง ๆ นานา เป็นที่น่าทุเรศมาก   คนเราทำความชั่วไว้แล้ว   เมื่อตนยังไม่ตายความชั่วนั้นย่อมติดตามมาทัน  เมื่ออยู่ในหมู่คนไม่ดี  ไม่มีศีลธรรมด้วยแล้ว  ย่อมทำคนหมู่มากพลอยเป็นบาปไปด้วย
           ความทุกข์ของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด  ปลดนี่แล้วไปติดโน่นอยู่อย่างนี้ร่ำไปตลอดชาติ  ฉะนั้นผู้มีปัญญาท่านจึงเบื่อทุกข์ในโลกนี้ แล้วหาทางหนีจากทุกข์

           เมื่อแม่ของท่านมาตายจากไป ก็พอได้อาศัยลูก ๆ แลผัวเป็นที่พึ่ง การอาชีพก็พอเลี้ยงตัวคุ้ม ถึงแม้จะมีเงินเพียง ๖ บาท ติดกระเป๋า ก็ไม่เดือดร้อน เพราะสมัยนั้นข้าวปลาอาหารยังอุดมสมบูรณ์มาก เงินทองไม่จำเป็นต้องใช้ ทำแต่นาพอคุ้มกินไปเป็นปีๆ ทำมากไม่มียุ้งใส่ ถึงขนาดนั้นก็ยังมีข้าวเปลือกเหลือเป็นอันมาก อยู่มาลูกชายที่สามมาตายลง ลูกชายคนนี้โยมพ่อรักมาก กลุ้มใจแทบจะเป็นบ้าตาย เพราะเขาเป็นคนฉลาด ช่างพูด แลพูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ น่ารัก ว่านอนสอนง่าย รักพ่อแม่ เอาใจใส่ในคำสอนของพ่อแม่ ลูก ๖ คน กับเมียคนหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ ดูเหมือนไม่มีเหลืออยู่เสียเลย มองเห็นแต่ลูกคนที่ตายนั้นคนเดียว ความทุกข์กลุ้มรุมมืดมิดไปหมด เมื่อนานวันมาฝ้าความมืดมิดแห่งความโศกค่อยสร่างลง แสงธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาจึงค่อยฉายส่องเข้าไปในหัวใจ พอให้เห็นทางบ้างพอรางๆ คิดว่าเมื่อห่างไกลจากกังวล คือ การบวช อาจระงับความโศกได้บ้าง อนึ่งเราบวชเพื่อแบ่งบุญไปสู่ลูกผู้ตาย เมื่อเขาได้รับส่วนบุญแล้วจะได้ไปเกิดในสุคติเป็นแน่แท้ โยมพ่อจึงได้ลาลูกเมียออกบวชอยู่ได้สองพรรษา  การบวชในพระศาสนามิใช่จะทำให้คนผู้ได้รับความทุกข์แล้วหมดทุกข์ไปเลยทีเดียวก็หาไม่ เพราะทุกข์มันเกิดจากกิเลสภายในคนเราเกิดมาสะสมเอากิเลส  อยู่ในโลกนี้จนภพชาติไม่ถ้วน ไม่ต้องไปแจงตัวกิเลสออกมานับละ  แม้แต่ชั้นของกิเลสที่มันสะสมทับถมกันไว้   ก็ไม่ทราบกี่ชั้นแล้ว คนไม่มีปัญญาไม่สามารถจะขุดค้นเอากิเลสที่เนืองนองอยู่ในใจมาเผยแพร่ให้เห็นได้ จึงไม่สามารถที่จะทำลายให้หมดสิ้นได้ ( แต่ก็ยังดี การได้บวชก็พอมองเห็นทางอยู่บ้าง )
              เมื่อฝ้าของความโศกค่อยจางไป ความอาลัยในลูกตาดำๆ ๖ ชีวิต กับภรรยาผู้กำพร้าไร้ญาติขาดมิตรค่อยเคลื่อนเข้ามาสู่หัวใจ   จึงได้ลาสิกขาออกมาครองเรือนอีก   แต่ก็เป็นโชคดีของเราผู้มีอันจะต้องมาเกิดอีก  เรากับน้องสาวของเราได้มาเกิดในเรือนร่างของท่านทั้งสอง ผู้ที่ท่านได้สร้างไว้ดีแล้ว (คือเป็นผู้มีศีลธรรมอันดีงาม)  เราเกิดมาแล้วก็ต้องภูมิใจว่า เราไม่เคยยอมแพ้ใครบางคนที่เกิดมาร่วมโลกด้วยกัน เมื่อเกิดมาแล้วก็พบแต่ศีลธรรมที่สุจริต แล้วก็ได้มาเจริญเติบโตอยู่ใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ ในพระพุทธศาสนาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ที่เราปลาบปลื้มอย่างยิ่งก็คือ ถึงแม้เราจะไม่ได้เลี้ยงดูท่านทั้งสองเยี่ยงฆราวาสทั่วๆ ไป แต่เราก็ได้หล่อเลี้ยงน้ำใจของท่านด้วยการครองเพศพรหมจรรย์แลอบรมจิตใจท่านเป็นลำดับมาจนอวสานแห่งชีวิตของท่าน แล้วท่านทั้งสองก็ดูเหมือนจะไม่ผิดหวังในการเลี้ยงเรามา เพราะเราได้ทำหน้าที่ของอุตมบุตรอย่างเต็มที่แล้ว กล่าวคือ เราได้อบรมฝึกหัดทางด้านศีลธรรม ซึ่งท่านทั้งสองได้ปฏิบัติอยู่แล้วให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น ที่เราภูมิใจอย่างยิ่งก็คือ เราได้ให้สติและคติโยมบิดาในด้านภาวนากัมมัฏฐานจนในวันอวสานแห่งชีวิตของท่าน และตัวท่านเองก็ยินดีแลยอมรับเอาอุบายของเราไว้ปฏิบัติตาม จนเห็นผลชัดแจ้งด้วยใจของตนเอง จนท่านรับและอุทานออกมาว่าในชีวิตนี้ ๗๕ ปีมาแล้ว ไม่เคยได้รับความสงบสุขอย่างนี้เลย
              ที่เราดีใจแสนจะดีใจ ก็คือเราได้อบรมโยมแม่จนตลอดกาลอวสานแห่งชีวิตของท่านเหมือนกัน แม้นาทีสุดท้ายแห่งลมปราณของท่าน  เราก็ได้นั่งเฝ้าอบรมให้สติแก่ท่าน ท่านก็มีสติยอมรับเอาโอวาทของเราอย่างหน้าชื่นตาบานจนนาทีสุดท้ายแห่งลมปราณของท่านเหมือนกัน   หากเราจำพุทธพจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสโดยสรุปว่า     กุลบุตรใดเกิดมาตั้งใจจะทดแทนบุญคุณของบิดามารดา  แล้วนำท่านทั้งสองมาปรนปรืออย่างดียิ่งจนยากที่ใคร ๆ    ในโลกจะกระทำได้   แม้สมบัติจักรพรรดิจะยกให้เป็นเครื่องบูชาก็ตาม   ยังไม่ได้ชื่อว่าทดแทนบุญคุณแก่ท่านอย่างยิ่ง เพราะเรื่องเหล่านั้นเป็นแต่ให้ความสุขแก่ท่านในเมื่อยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ตายแล้วหาได้เอาติดตัวไปได้ไม่ ส่วนกุลบุตรใดอบรมบิดามารดาผู้ไม่มีศีลธรรมให้มีศีลธรรมอันดีงาม   หรือเมื่อท่านมีอยู่แล้วก็อบรมส่งเสริมให้ท่านมีหรือเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป   กุลบุตรนั้นได้ชื่อว่าทดแทนบุญคุณของท่านโดยแท้     เพราะอริยสมบัติเป็นของมีค่ามากแลสามารถจะติดตามตนไปได้ในที่ทุกสถาน   ดังนี้ไม่ผิดแล้วไซร้เราก็ได้ชื่อว่า   เราได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วทุกประการ อนึ่งเราก็ได้ทำหน้าที่ของลูกหนี้ผู้ซึ่งไม่ได้ทำสัญญาไว้กับเจ้าหนี้ให้ถูกต้องโดยสมบูรณ์แล้ว

 

   Back to top

 

ศุภนิมิตและความรู้ที่เป็นธรรม
เกิดขึ้นในสมัยเป็นเด็ก

 

  

 

           เนื่องจากในระยะนี้…  จะเพราะชีวิตของเรากำลังจะก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ  โยมพ่อของเราจึงสนใจในตัวเรามากเป็นพิเศษ   ตอนรับประทานอาหารเย็น (ราว ๑ ทุ่ม )  เสร็จแล้วท่านมักจะหาเรื่องแลชักอุทาหรณ์ไม่ว่าด้านทางโลกแลทางธรรมมาสอนเราอยู่เสมอ บางทีก็ถามปัญหาหยั่งความคิดเห็นของเราบ้าง เช่น ท่านถามว่า "มึงชอบผู้หญิงและเมื่อจะแต่งงาน  จะแต่งงานกับผู้หญิงชนิดไหน"   ดังนี้เป็นต้น คำตอบเรายังจำได้ไม่ลืมว่า "ชอบผู้หญิงผิวขาวเหลือง เนื้อกลมเกลี้ยงและสุภาพเรียบร้อย  พร้อมทั้งกายแลวาจาใจ ส่วนสกุลไม่ค่อยมีปัญหา หากมีสกุลด้วยยิ่งดี"
           วันหนึ่งเรานอนหลับกลางคืนได้เกิดสุบินนิมิตว่า เรากับเพื่อนหลายคนด้วยกันออกจากบ้านไปเที่ยวตามท้องทุ่งนาตามประสาของเด็กสมัยนั้น ขณะนั้นได้มีพระกัมมัฏฐานสองรูปสะพายบาตรแบกกลดเดินมา เห็นเราเข้าแล้วหนึ่งในสองนั้นวิ่งปรี่เข้าหาเราเลย   เรากลัว   วิ่งหนีไม่คิดชีวิตชีวาเอาทีเดียว   เพื่อนๆ เขาก็เฉยๆ  ดูเหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเลยอย่างนั้นแหละ เมื่อเป็นเช่นนั้น โน่นแน่ะ ที่พึ่งขั้นสุดท้ายของเราก็คือบ้านแลพ่อแม่ แต่ที่ไหนได้เมื่อวิ่งขึ้นไปบนบ้าน เรียกร้องขอให้พ่อแม่ท่านช่วยบ้าง ท่านกลับเฉย ดูเหมือนไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเหมือนกัน ส่วนพระกัมมัฏฐานรูปนั้นท่านก็วิ่งติดตามมามิได้หยุดจนกระชั้นชิด เราวิ่งเข้าในห้องนอนมุดเข้ามุ้งเลย ท่านก็บุกเข้าไปจนได้ เลิกมุ้งขึ้นแล้วใช้แส้หวดเราลงไปอย่างเต็มแรง  เราตกใจสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมา   ได้สติตัวสั่นเหงื่อเปียกโชกไปหมดทั้งตัว หัวใจยังสั่นริกๆ อยู่เลยที่ถูกแส้ท่านฟาดก็ดูยังปรากฏแสบๆ อยู่ เราเข้าใจว่าเป็นความจริงเอามือลูบๆ ดูก็ยังเข้าใจว่าเป็นจริงอย่างนั้นอีกด้วย   เมื่อเรามาตั้งสติกำหนดทวนเหตุการณ์ไปมาโดยรอบคอบจนกระทั้งจิตสงบหายกลัวแล้ว เรื่องทั้งหลายแหล่จึงค่อยสงบลง เรื่องนี้เราได้ลืมไปแล้วเป็นเวลาช้านาน จนกระทั่งเราได้ออกเดินรุกขมูลกัมมัฏฐานกับท่านอาจารย์ของเรา     เหตุการณ์ชี้อนาคตในชีวิตของเราถูกต้องสมเป็นจริงทุกประการ
           อีกเรื่องหนึ่งในระยะเดียวกันนี้ คือวันหนึ่ง…    แต่มิใช่นิมิตความฝัน เป็นแต่นอนไม่หลับจนดึก    เพราะมาระลึกถึงพระคุณของบิดามารดามาก  คิดไป  พิจารณาไปว่าบิดามารดาของเราเลี้ยงเราด้วยความทุกข์ยากกรากรำตั้ง ๑๐ ชีวิตจนเติบโตขึ้นมา ต่อไปไม่นานลูกๆ เหล่านั้นเมื่อเขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว  ต่างก็แยกย้ายกันออกไปอยู่เป็นของใครของมัน  พอคิดมาถึงตอนนี้ทำให้ระลึกถึงบิดามารดาว่า เอ๊ะ  บิดามารดาของเราล่ะใครจะเลี้ยงดูท่าน  โดยที่มิได้คิดถึงอนาคตว่าจะเป็นอย่างไรตามวิสัยของเด็กแล้วทำให้เกิดเศร้าสลดใจในความอนาถาของบิดามารดาเป็นอย่างยิ่ง   จนสะอื้นน้ำตาร่วงหมอนเปียกไปหมด  อาการเช่นนี้เป็นอยู่นานครันทีเดียว  ยิ่งคิดจิตก็ยิ่งละห้อยถึงท่านทั้งสองเป็นกำลัง ภายหลังมาตัดสินใจด้วยตนเองว่า  เราล่ะ โตมาเราจะไม่แต่งงานอย่างเขา  เมื่อเขาแยกย้ายกันออกจากบ้านไปแล้ว  เราจะรับเลี้ยงบิดามารดาของเราแต่ผู้เดียวให้เต็มที่  เมื่อเราตกลงตัดสินใจของเราคนเดียวอย่างนั้น แล้วก็เกิดความเต็มตื้นอิ่มใจ เวลานั้นก็ดึกครันจึงได้นอนหลับไป
           ธรรมทั้งหลายมีอยู่ที่ตัวเราทุกคน   ผู้รู้ธรรมคือใจ  ที่จะรู้มากรู้น้อย  หยาบ  ละเอียด ก็แล้วแต่ความสามารถ บุญบารมีหรือการอบรมของแต่ละบุคคล
           การตัดสินใจของเราครั้งนั้น เพราะความกตัญญูระลึกถึงพระคุณของผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง
           อีกคืนหนึ่งก็เหมือนกัน   เราได้นอนคิดหวนลำดับถึงกิจการงานอาชีพความเป็นอยู่ของชาวบ้านเหล่านั้น ว่าเริ่มต้นระหว่างเดือน มีนา-เมษา   จะต้องถางป่า  ทำไร่แห้งแล้วจุดไฟเผา  ขุดรากไม้หัวตอทำรั้วกั้น   ฝนตกลงมาจะต้องนำพืชพันธุ์ต่างๆ ไปปลูกตามต้องการ  พร้อมกันนั้นถ้าครอบครัวไหนคนไม่มากพอจะต้องแบ่งเวลาไปไถนาแลหว่านกล้าด้วย  ทำอย่างนั้นเรื่อยไปจนกล้าจะแก่พอปักดำได้ แล้วก็ลงมือปักดำไปเลย  นี่พูดเฉพาะปีที่ฟ้าฝนตกดีเป็นปกติ   ถ้าปีไหนแล้งก็จะต้องเสียเวลาและเสียหายมากไปอีกด้วยอีกส่วนหนึ่ง  โดยมากแม่บ้านจะต้องเตรียมเสบียงไว้ให้เพียงพอ เป็นต้นว่า ข้าวสาร พริก เกลือ ปลาร้า ยาเส้น   เมื่อลงมือทำนาแล้วจะไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องการแสวงหาเสบียง  การทำนานี้ปกติถ้าฝนฟ้าดี  มักจะไปเสร็จเอาเดือนสิงหาคม หรือต่อเดือนกันยายน  เมื่อเสร็จจากการปักดำแล้วต่างก็พากันหาเสบียงกรังไว้เมื่อยามเก็บเกี่ยวอีก  นอกจากนี้ก็เตรียมเครื่องมือไว้จับปลาในหน้าแล้งต่อไป  พอพระออกพรรษาก็เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวนา บางทีก่อนเก็บเกี่ยวข้าวนาต้องไปเก็บเกี่ยวข้าวไร่ไว้ก่อนด้วย ในขณะเดียวกันนี้ยังมีการเก็บพืชผลของไร่เป็นต้นว่า  พริก  ฝ้าย  และถั่วอีกด้วย  สมัยเมื่อข้าวนายังดีอยู่  การเก็บเกี่ยวมักจะไปเสร็จเอาโน่น สิ้นเดือนมกราคมโน่น  แล้วขนขึ้นยุ้งตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์  ในขณะที่เก็บเกี่ยวอยู่นี้ ตอนกลางคืนจะต้องจักตอกสำหรับผูกฟ่อนข้าวไว้อีกด้วย เมื่อเสร็จจากการทำนาแล้ว ต่อนั้นก็ต้องหาฟืนต้มน้ำอ้อย
           การต้มน้ำอ้อย   ตอนบ่ายของทุกวันจะต้องเข้าสวนอ้อยตัดให้พอแก่การที่จะต้มในวันรุ่งขึ้น   เมื่อตัดแล้วก็ต้องแบกขน   ผู้มีเกวียนก็ใช้เกวียนเป็นพาหนะขนมาไว้ในโรงต้มน้ำอ้อย   ตื่นเช้ามืดต้องออกไปหีบอ้อยจนกว่าจะแล้วเสร็จก็สายครันทีเดียว   ถ้าคนไม่พอสายมากก็ต้องแบ่งกันมาทำอาหารไว้ท่า    เสร็จจากหีบอ้อยแล้วก็รวมกันรับประทานอาหาร   แล้วต่างก็แยกกันไปทำงานตามหน้าที่ของตน   คงยังเหลือแต่คนเฝ้าหม้อน้ำอ้อยเท่านั้น  บางเจ้ามีน้ำอ้อยมาก กว่าจะเสร็จก็ถึงเวลาเข้าป่าถางไร่อีกแล้ว
           แหม  คืนวันนั้นทำไมเราจึงมาทบทวนคิดลำดับการงานที่ผู้ใหญ่เขาทำอยู่ได้ละเอียดถูกต้องถี่ถ้วนนี่กระไร แล้วทำให้ใจเราหดหู่  สงสารในชีวิตของคนเราที่เกิดมา มันช่างไม่มีโอกาสและเวลาว่างเอาเสียจริงๆ เมื่อเกิดมาแล้วมีแต่การกระทำกับกระทำเท่านั้น  จะต่างกันก็แต่หน้าที่และฐานะของแต่ละบุคคลเท่านั้น  หากยังไม่นอนหลับหรือตายเสียแล้ว  ก็จะต้องพากันทำอยู่อย่างนี้ร่ำไป ซึ่งมันตรงกันข้ามกับความคิดเห็นของเราที่กำลังเมาอยู่ในวัยเด็ก โดยคิดว่า แหม โลกนี้มันช่างสนุกเสียนี่กระไร เพราะเด็กในสมัยนั้นไม่มีการศึกษา และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งหมด รับประทานแล้วก็มีแต่เที่ยวเล่นสนุก ๆ ตามเพื่อน  หากจะมีการเลี้ยงโคกระบืออยู่บ้างก็เป็นการสนุกของเขาไปเสียเลย

           คืนวันนั้นเราเห็นความทุกข์ของมนุษย์ชาวโลกที่เกิดมาชัดด้วยใจของตัวเองอย่างไม่เคยคิดและเห็นมาก่อนเลย   แต่การเห็นความทุกข์ในครั้งนั้นเห็นแต่ว่ามนุษย์คนเราเกิดมาเป็นทุกข์  เพราะการหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง  ไม่มีเวลาว่างเว้นแต่ละวัน  แต่หาได้รู้ไม่ว่า  จะทำอย่างไร  จึงจะพ้นจากทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ จึงไม่ได้จัดเข้าในทุกขอริยสัจจ์ เป็นแต่ทุกขสัจจ์เฉย ๆ


 

   Back to top