|
มาตอนนี้
เราอดที่กล่าวถึงประวัติของบิดามารดาไม่ได้ เพราะเราระลึกถึงพระคุณของท่านทั้งสองมากเป็นพิเศษ
เกี่ยวกับในระยะนี้ท่านอบรมเราในด้านต่างๆ
โดยเฉพาะเรื่องศีลธรรมมาก
แล้วก็ดูเหมือนท่านจะรักเรามากเป็นพิเศษอีกด้วย
พร้อมกันนั้นท่านก็เคยเล่าประวัติชีวิตผจญภัยของท่านทั้งสองมาให้ฟังโดยละเอียด
เราได้ฟังแล้วทำให้เศร้าใจและเกิดความสงสารท่านมาก ดังได้กล่าวแล้วในข้างต้น
บิดามารดาของเราทั้งสองเป็นชาวอพยพและกำพร้าพ่อด้วยกันทั้งสองโยมพ่อนั้นภูมิลำเนาเดิมอยู่บนที่สูง
อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ได้พากันอพยพหนีความอดอยากแร้นแค้นลงมาสู่ที่ลุ่ม
เพราะมีคนเขาไปเล่าให้ฟังว่า ทางเมืองหนองคายข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์มาก
ถิ่นเดิมนั้นถึงแม้จะมีอาชีพทำนาก็ไม่พอกิน เพราะพื้นที่เป็นภูเขามาก
ต้องทำไร่ตามดอยเพิ่มอีก แล้วก็ทำกันมาก ๆ เสียด้วย
โยมพ่อเราเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านกำพร้าพ่อ ต้องพาน้อง ๔
ชีวิตกับแม่อีกหนึ่งคนทำงานหาเลี้ยงกัน ทำไร่กว้างจนสุดลูกตา
ไร่ไม่ต้องทำห้างนา รับประทานข้าวกลางแจ้ง เพราะกลัวน้องๆ
กินแล้วจะขี้เกียจไม่ลงทำงาน
ถึงขนาดนั้นถ้าปีไหนฟ้าแล้งฝนไม่ดีก็ยังไม่พอรับประทานเลย บางครอบครัวอดข้าว
รับประทานลูกมะก่อแทนข้าวพอประทังชีวิตไปตั้งเป็นเดือนก็มี
การอพยพลงมาครั้งนี้มีน้อง ๔ คน กับแม่อีกคน คือ นางบุญมา ๑ นายกัณหา เรี่ยวแรง ๑ นายเชียงอินทร์ เรี่ยวแรง ๑
นางแตงอ่อน ๑ นอกจากนี้ยังมีญาติ ๆ
แลผู้สมัครใจมาด้วยกันอีกเป็นอันมาก การอพยพจะต้องผ่านภูเขาสูงๆ เช่น ภูฟ้า
ภูหลวง และป่าดงทึบ มาเป็นลำดับ ผู้มีช้างมีต่างเป็นพาหนะก็ค่อยยังชั่วหน่อย
ผู้ไม่มีอะไรนั้นสิใช้บ่า แรงของใครของมันเป็นพาหนะหาบหาม
กว่าจะถึงบ้านนางิ้ว ก็กินเวลานานกว่าอาทิตย์
เมื่อมาถึงครั้งแรกได้มาตั้งที่พักลงที่ริมหนองปลา
ที่หนองเต่าเลย แล้วภายหลังจึงได้ย้ายมาอยู่ ณ บ้านนางิ้ว
จนกระทั่งบัดนี้
ฝ่าย โยมแม่
เป็นชาวพวนซึ่งทัพไทยกวาดต้อนมาจากประเทศลาวสมัยรัชกาลที่ ๓
แล้วได้เอาไปปล่อยทิ้งไว้เขตอุตรดิตถ์ จึงได้ตั้งรกรากลงที่เมืองฝาง (
ปัจจุบันเป็นตำบล ) อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ มารดาของเราเคยเล่าว่า
"แม่ได้เล่าให้ฟังว่า
เมื่ออพยพลงมาจากเมืองเชียงขวาง ยังเป็นเด็กอยู่มากเดินไม่ไหว
ผู้ใหญ่เอาท่านใส่กระบุงหาบคู่กับของ บุกป่า ข้ามห้วย หุบเขา มาเป็นลำดับ
จนถึงเมืองฝาง ณ ที่นี้เอง ยายโตขึ้นแล้วได้แต่งงานจนมีลูกสองคน
คือตัวท่านแลน้องชายอีกคนหนึ่ง ต่อมาพ่อก็ตายยังคงเหลือแต่สามแม่ลูก
ในสมัยนั้นเกิดโจรขโมยอันธพาลเต็มบ้านเต็มเมือง
เจ้าหน้าที่ก็อ่อนแอไม่สามารถจะปราบได้
สิ่งแวดล้อมมันทำให้คนดีๆ กลับเป็นคนเลวไปได้เหมือนกัน
เชียงทอง ซึ่งเป็นคนพวกชาวอพยพนั้นเอง ก็เป็นนักเลงกับเขาไปด้วย
จนอยู่บ้านไม่ติด ได้หนีเตลิดเปิดเปิงลงมาเที่ยวหลบภัยอยู่ทางแถวตำบลกลางใหญ่
อำเภอบ้านผือนี้เอง
เมื่อมาเห็นนิสัยใจคอและความสงบสุขของผู้คนพร้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ในอาชีพของคนถิ่นนี้แล้ว
จึงได้กลับไปชักชวนเอาญาติ ๆ และพรรคพวกพากันอพยพลงมา
"
การมาครั้งนี้โยมแม่เล่าให้ฟังว่า มาด้วยกันมาก
ตั้งหลายสิบคน พากันเดินทางมาทางเพชรบูรณ์
แล้วเดินเรื่อยลงมาพักอยู่ที่วัดบ้ายห้วยพอด จังหวัดเลย
ได้เกิดโรคไข้ทรพิษตายกันก็มาก
ด้วยคุณงามความดีของชาวบ้านห้วยพอดที่เอาใจใส่ช่วยเหลือยามขัดสน
บางคนก็เลยตั้งหลักฐานอยู่ ณ ที่นั้นก็มี
ส่วนคณะของเชียงทองได้เตลิดเลยลงมาจนถึงบ้านกลางใหญ่
โยมแม่ของเรามีสามแม่ลูก กับน้าผู้ชาย ( น้องของโยมยาย )
ได้อาศัยเพื่อนผู้ใหญ่เขามา คนเราคราวจะได้รับทุกข์อับจนมันหากมีอันเป็นไป
เมื่อเดินทางมาด้วยกันดี ๆ ไม่เคยมีปากเสียงอะไรกันเลย
น้องชายโยมแม่ไปพบพ่อค้าชาวพม่าเข้าเลยติดตามเขาไปเฉยๆ
จนกระทั่งบัดนี้ไม่ได้ทราบข่าวเป็นตายร้ายดีอย่างไรเลย
เมื่อมาถึงบ้านกลางแล้ว หมู่หนึ่งได้แยกย้ายลงไปอยู่บ้านนาบงภูเผด
อำเภอโพนพิสัย น้าผู้ชายของโยมแม่ก็แยกตามเขาไปอีกคน
คงยังเหลือแต่สองแม่ลูกกำพร้าพ่ออยู่อาศัยเพื่อนร่วมทุกข์ผู้ใหญ่เขาต่อไป
ภายหลังจึงได้มาพบเนื้อคู่โยมผู้ชาย รักและแต่งงานอยู่กินร่วมกัน
ตั้งหลักฐานลง ณ ที่บ้านนาสีดา
จนมีบุตรร่วมกันดังกล่าวแล้วข้างต้น
ส่วนยายก็ได้แต่งงานกับเชียงทอง
ซึ่งมาด้วยกันแต่ทุ่งล่างอยู่ด้วยกันตามประสาคนแก่
แต่เคราะห์ร้ายมาถึงเข้า กิ่งไม้หักตกลงมาถูกศรีษะแตกเลยตาย
เชียงทองคนนี้บาปกรรมของแกก็ไม่ดี บาปกรรมตามสนอง
เมื่อยายตายแล้วแกยังได้ภรรยาคนใหม่ซึ่งเป็นคนอพยพหมู่เดียวกันนั้นเอง
ต่อมาภรรยาคนใหม่นี้ก็มาผูกคอตนเองตายอีก
แกจึงรู้ตัวว่าบาปกรรมแกมากจึงเข้าวัด นุ่งขาวรักษาศีล ๘ จนแก่ อายุราว ๑๐๐
ปี แต่ไม่ได้อยู่ที่วัด แกอยู่กับลูกหลานที่บ้านนั้นเอง จะไหว้พระสวดมนต์
ลูกหลานก็รำคาญหนวกหู ไหว้พระทีไรลูกก็เอ็ดเอา แก่มากแล้วไปไหนไม่ได้
กินแล้วก็บอกว่าไม่ได้กิน ลูกหลานรำคาญแช่งให้แกตายทุกวัน ส่วนแกก็แช่งลูกๆ
หลานๆ ให้เป็นอย่างแกแลให้ฉิบหายด้วยประการต่าง ๆ นานา เป็นที่น่าทุเรศมาก
คนเราทำความชั่วไว้แล้ว
เมื่อตนยังไม่ตายความชั่วนั้นย่อมติดตามมาทัน
เมื่ออยู่ในหมู่คนไม่ดี ไม่มีศีลธรรมด้วยแล้ว
ย่อมทำคนหมู่มากพลอยเป็นบาปไปด้วย
ความทุกข์ของคนเราไม่มีที่สิ้นสุด
ปลดนี่แล้วไปติดโน่นอยู่อย่างนี้ร่ำไปตลอดชาติ
ฉะนั้นผู้มีปัญญาท่านจึงเบื่อทุกข์ในโลกนี้ แล้วหาทางหนีจากทุกข์
เมื่อแม่ของท่านมาตายจากไป ก็พอได้อาศัยลูก ๆ แลผัวเป็นที่พึ่ง
การอาชีพก็พอเลี้ยงตัวคุ้ม ถึงแม้จะมีเงินเพียง ๖ บาท ติดกระเป๋า
ก็ไม่เดือดร้อน เพราะสมัยนั้นข้าวปลาอาหารยังอุดมสมบูรณ์มาก
เงินทองไม่จำเป็นต้องใช้ ทำแต่นาพอคุ้มกินไปเป็นปีๆ ทำมากไม่มียุ้งใส่
ถึงขนาดนั้นก็ยังมีข้าวเปลือกเหลือเป็นอันมาก อยู่มาลูกชายที่สามมาตายลง
ลูกชายคนนี้โยมพ่อรักมาก กลุ้มใจแทบจะเป็นบ้าตาย เพราะเขาเป็นคนฉลาด ช่างพูด
แลพูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ น่ารัก ว่านอนสอนง่าย รักพ่อแม่
เอาใจใส่ในคำสอนของพ่อแม่ ลูก ๖ คน กับเมียคนหนึ่งที่ยังเหลืออยู่
ดูเหมือนไม่มีเหลืออยู่เสียเลย มองเห็นแต่ลูกคนที่ตายนั้นคนเดียว
ความทุกข์กลุ้มรุมมืดมิดไปหมด
เมื่อนานวันมาฝ้าความมืดมิดแห่งความโศกค่อยสร่างลง
แสงธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาจึงค่อยฉายส่องเข้าไปในหัวใจ
พอให้เห็นทางบ้างพอรางๆ คิดว่าเมื่อห่างไกลจากกังวล คือ การบวช
อาจระงับความโศกได้บ้าง อนึ่งเราบวชเพื่อแบ่งบุญไปสู่ลูกผู้ตาย
เมื่อเขาได้รับส่วนบุญแล้วจะได้ไปเกิดในสุคติเป็นแน่แท้
โยมพ่อจึงได้ลาลูกเมียออกบวชอยู่ได้สองพรรษา การบวชในพระศาสนามิใช่จะทำให้คนผู้ได้รับความทุกข์แล้วหมดทุกข์ไปเลยทีเดียวก็หาไม่
เพราะทุกข์มันเกิดจากกิเลสภายในคนเราเกิดมาสะสมเอากิเลส
อยู่ในโลกนี้จนภพชาติไม่ถ้วน ไม่ต้องไปแจงตัวกิเลสออกมานับละ
แม้แต่ชั้นของกิเลสที่มันสะสมทับถมกันไว้
ก็ไม่ทราบกี่ชั้นแล้ว
คนไม่มีปัญญาไม่สามารถจะขุดค้นเอากิเลสที่เนืองนองอยู่ในใจมาเผยแพร่ให้เห็นได้
จึงไม่สามารถที่จะทำลายให้หมดสิ้นได้ ( แต่ก็ยังดี
การได้บวชก็พอมองเห็นทางอยู่บ้าง )
เมื่อฝ้าของความโศกค่อยจางไป
ความอาลัยในลูกตาดำๆ ๖ ชีวิต
กับภรรยาผู้กำพร้าไร้ญาติขาดมิตรค่อยเคลื่อนเข้ามาสู่หัวใจ
จึงได้ลาสิกขาออกมาครองเรือนอีก
แต่ก็เป็นโชคดีของเราผู้มีอันจะต้องมาเกิดอีก
เรากับน้องสาวของเราได้มาเกิดในเรือนร่างของท่านทั้งสอง
ผู้ที่ท่านได้สร้างไว้ดีแล้ว (คือเป็นผู้มีศีลธรรมอันดีงาม)
เราเกิดมาแล้วก็ต้องภูมิใจว่า
เราไม่เคยยอมแพ้ใครบางคนที่เกิดมาร่วมโลกด้วยกัน
เมื่อเกิดมาแล้วก็พบแต่ศีลธรรมที่สุจริต
แล้วก็ได้มาเจริญเติบโตอยู่ใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์
ในพระพุทธศาสนาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ที่เราปลาบปลื้มอย่างยิ่งก็คือ
ถึงแม้เราจะไม่ได้เลี้ยงดูท่านทั้งสองเยี่ยงฆราวาสทั่วๆ ไป
แต่เราก็ได้หล่อเลี้ยงน้ำใจของท่านด้วยการครองเพศพรหมจรรย์แลอบรมจิตใจท่านเป็นลำดับมาจนอวสานแห่งชีวิตของท่าน
แล้วท่านทั้งสองก็ดูเหมือนจะไม่ผิดหวังในการเลี้ยงเรามา
เพราะเราได้ทำหน้าที่ของอุตมบุตรอย่างเต็มที่แล้ว กล่าวคือ
เราได้อบรมฝึกหัดทางด้านศีลธรรม
ซึ่งท่านทั้งสองได้ปฏิบัติอยู่แล้วให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น
ที่เราภูมิใจอย่างยิ่งก็คือ
เราได้ให้สติและคติโยมบิดาในด้านภาวนากัมมัฏฐานจนในวันอวสานแห่งชีวิตของท่าน
และตัวท่านเองก็ยินดีแลยอมรับเอาอุบายของเราไว้ปฏิบัติตาม
จนเห็นผลชัดแจ้งด้วยใจของตนเอง จนท่านรับและอุทานออกมาว่าในชีวิตนี้ ๗๕
ปีมาแล้ว ไม่เคยได้รับความสงบสุขอย่างนี้เลย ที่เราดีใจแสนจะดีใจ
ก็คือเราได้อบรมโยมแม่จนตลอดกาลอวสานแห่งชีวิตของท่านเหมือนกัน
แม้นาทีสุดท้ายแห่งลมปราณของท่าน เราก็ได้นั่งเฝ้าอบรมให้สติแก่ท่าน
ท่านก็มีสติยอมรับเอาโอวาทของเราอย่างหน้าชื่นตาบานจนนาทีสุดท้ายแห่งลมปราณของท่านเหมือนกัน
หากเราจำพุทธพจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสโดยสรุปว่า
กุลบุตรใดเกิดมาตั้งใจจะทดแทนบุญคุณของบิดามารดา
แล้วนำท่านทั้งสองมาปรนปรืออย่างดียิ่งจนยากที่ใคร ๆ
ในโลกจะกระทำได้
แม้สมบัติจักรพรรดิจะยกให้เป็นเครื่องบูชาก็ตาม
ยังไม่ได้ชื่อว่าทดแทนบุญคุณแก่ท่านอย่างยิ่ง
เพราะเรื่องเหล่านั้นเป็นแต่ให้ความสุขแก่ท่านในเมื่อยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
ตายแล้วหาได้เอาติดตัวไปได้ไม่
ส่วนกุลบุตรใดอบรมบิดามารดาผู้ไม่มีศีลธรรมให้มีศีลธรรมอันดีงาม
หรือเมื่อท่านมีอยู่แล้วก็อบรมส่งเสริมให้ท่านมีหรือเจริญยิ่ง ๆ
ขึ้นไป กุลบุตรนั้นได้ชื่อว่าทดแทนบุญคุณของท่านโดยแท้
เพราะอริยสมบัติเป็นของมีค่ามากแลสามารถจะติดตามตนไปได้ในที่ทุกสถาน
ดังนี้ไม่ผิดแล้วไซร้เราก็ได้ชื่อว่า
เราได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วทุกประการ
อนึ่งเราก็ได้ทำหน้าที่ของลูกหนี้ผู้ซึ่งไม่ได้ทำสัญญาไว้กับเจ้าหนี้ให้ถูกต้องโดยสมบูรณ์แล้ว
|